ความขัดแย้งและปัญหาในครอบครัว
เมื่อเด็กป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง หลายครอบครัว ผู้ปกครอง อาจรู้สึกผิดที่ลูกต้องป่วยจนบางครั้งอาจกลายเป็นควบคุมโรค และควบคุมลูกมากเกินไปจากความรู้สึกผิด และความกังวล เด็กที่ป่วยอาจรู้สึกว่าตนเองเป็น “ภาระ” ของพ่อแม่ พี่น้องเด็กป่วยอาจรู้สึกถูกพ่อแม่ละเลยไม่สนใจ เนื่องจากพ่อแม่ทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลลูกที่ป่วย นำไปสู่ความขัดแย้ง และความรู้สึกผิดภายในครอบครัว
สิ่งที่ครอบครัวควรทำ ได้แก่ อธิบายให้พี่น้องเข้าใจ และมีบทบาทในการช่วยดูแล มีการพูดคุยอย่างเปิดเผยถึงความคับข้องใจที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันจากการใช้ชีวิตร่วมกัน และดูแลเด็กตามพัฒนาการตามวัย โดยไม่ปกป้องตามใจ หรือได้รับสิทธิพิเศษจากการป่วย แจกแจงหน้าที่ และความรับผิดชอบให้เหมาะกับวัย
ตัวอย่างกรณีศึกษา
มารดา ด.ญ.หนิง ดุลูกเสียงดังทุกครั้งที่ค่าระดับน้ำตาลสูง และใช้คำพูดเช่น “หนูไม่รักตัวเองเลยหรือ?” ทำให้เด็กรู้สึกผิด และไม่อยากพูดคุยเรื่องอาหาร น้ำตาล การฉีดยากับแม่อีก
แนวทางช่วยเหลือ:
• หลีกเลี่ยงการตำหนิเมื่อเกิดปัญหา ควรพูดเชิงแก้ไข ช่วยหาสาเหตุด้วยความเข้าใจ
• ให้พี่น้องมีบทบาทร่วมอย่างเหมาะสม เช่น ช่วยเตือนเวลา
และเมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยรุ่น วัยรุ่นต้องเริ่มดูแลตนเองมากขึ้น แต่ยังไม่มีวุฒิภาวะเต็มที่ บางคนอาจลืมหรือไม่ใส่ใจเรื่องการดูแลตนเอง เช่น ลืมตรวจน้ำตาล หรือฉีดอินซูลิน แสดงความต่อต้านโดยไม่ดูแลตัวเอง ผู้ปกครองอาจต้องทำความเข้าใจ ให้เวลารับฟัง ให้กำลังใจ ไม่ตำหนิเมื่อมีข้อผิดพลาด ค่อยๆ ส่งต่อความรับผิดชอบในการดูแลตนเองเป็นขั้นตอน โดยให้เวลาในเรียนรู้ และอาจใช้เทคโนโลยีช่วยในการติดตามระดับน้ำตาล วัยรุ่นต้องเริ่มดูแลตนเอง เช่น จำเวลาฉีดอินซูลินเอง ควบคุมอาหารเอง แต่พ่อแม่บางคนไม่มั่นใจ จึงไม่ยอมปล่อยให้ลูกมีอิสระ หรือบางคนปล่อยมากเกินไป ทำให้เด็กขาดวินัย
แนวทางช่วยเหลือ:
• วางแผนร่วมกับลูก เช่น “สัปดาห์นี้หนูลองรับผิดชอบมื้อเช้าเองนะ ถ้ามีอะไรติดขัดมาคุยกัน”
• ให้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วย เช่น ตั้งเตือนในมือถือ
• ยอมรับความผิดพลาดโดยไม่ดุ เพื่อให้เด็กกล้าลองและเรียนรู้

ภาวะกังวลเรื่องรูปร่างและการกินอาหาร และความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล
การต้องคอยนับคาร์โบไฮเดรตและควบคุมการกิน อาจทำให้เด็กเกิดความเครียดเกี่ยวกับอาหารและรูปร่าง บางคนอาจพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีผิด โดยอาจพบพฤติกรรม กลัวการกินอาหาร พยายามควบคุมน้ำหนักอย่างสุดโต่ง ปฏิเสธการฉีดอินซูลิน ควรสอนให้มองอาหารเป็นพลังงาน ไม่ใช่ศัตรูที่มาทำร้าย หลีกเลี่ยงคำพูดทั้งชื่นชมและตำหนิทั้งของตนเองและผู้อื่น เกี่ยวกับรูปร่าง หรือการลดน้ำหนัก
หากสงสัยว่าเด็กอาจมีภาวะการกินอาหารผิดปกติ ควรพาไปพบนักโภชนาการ หรือจิตแพทย์เด็กเพื่อได้รับการประเมิน คำแนะนำ และการดูแล
ตัวอย่างกรณีศึกษา
วัยรุ่นหญิง เริ่มลดการฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมน้ำหนัก และบอกพ่อแม่ว่า “ไม่หิว” บ่อยขึ้น จนวันหนึ่งต้องเข้า ICU เพราะน้ำตาลและกรดในเลือดสูงเกินควบคุม (DKA)
แนวทางช่วยเหลือ:
• พูดถึงรูปร่างและสุขภาพด้วยความเคารพ หลีกเลี่ยงคำพูด เช่น “ระวังอ้วนนะลูก”
• เน้นเป้าหมายคือสุขภาพดี ไม่ใช่รูปร่างหรือความผอม
• พบนักโภชนาการที่เข้าใจเบาหวานในวัยรุ่นและให้คำแนะนำอาหารที่เหมาะสม
นอกจากนั้น เด็กและวัยรุ่นที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งอาจมาจากทั้งความกดดันในการดูแลตนเอง และผลของระดับน้ำตาลที่มีต่อสมอง โดยอาจพบอาการอารมณ์แปรปรวน เศร้า หงุดหงิดง่าย ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ ครอบครัวควรเปิดโอกาสให้เด็กพูดถึงความรู้สึกโดยไม่ตัดสิน และไม่มองปัญหาจิตใจว่าเป็นเรื่องเล็ก หรือแค่ดื้อ เรียกร้องความสนใจ หากมีสัญญาณผิดปกติ ควรพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็กช่วยประเมินและให้การดูแลร่วมต่อไป
สัญญาณที่ควรระวัง:
• พูดบ่อย ๆ ว่าเบื่อชีวิต เบื่อเป็นเบาหวาน อยากหายตัวไป
• ไม่อยากไปโรงเรียน หรือเลิกสนใจกิจกรรมที่เคยชอบ
• กังวลเกินเหตุ เช่น กลัวจะตายหากลืมฉีดอินซูลิน 1 ครั้ง
แนวทางช่วยเหลือ:
• พูดคุยอย่างเปิดใจโดยไม่ตัดสิน เช่น “พ่อแม่ไม่ว่าเลย ถ้าหนูรู้สึกเหนื่อยกับการดูแลตัวเอง”
• พบจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญ
• จัดสมดุลระหว่างวินัยและอิสระ เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกถูกควบคุมเกินไป
ส่วนเราจะมีแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านจิตใจและสังคมในผู้เป็นเบาหวานเด็กและวัยรุ่นดังที่ได้กล่าวไปแล้วได้อย่างไร โปรดติดตามในฉบับหน้าค่ะ
ข้อมูลจาก แพทย์หญิงศิริรัตน์ อุฬารตินนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



