การประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลกัมพูชาอิสระ” โดยนายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านพลัดถิ่นและประธานสภาแห่งชาติเพื่อการต่อต้านของกัมพูชา เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ตอกย้ำถึงความตึงเครียดทางการเมืองภายในกัมพูชาที่มิอาจละเลยได้ การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กัมพูชากำลังกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า อาจสนับสนุนฝ่ายค้าน กับจีนซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของรัฐบาลพนมเปญชุดปัจจุบัน ของพล.อ.ฮุน มาเนต

นายสม รังสี

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์และพรมแดนที่เชื่อมโยงกับกัมพูชาอย่างลึกซึ้ง สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความท้าทายด้านความมั่นคงและเสถียรภาพระดับภูมิภาค การวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องปรับใช้นโยบาย “ความเป็นกลางเชิงรุก” ที่เข้มแข็งและซับซ้อน โดยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงจากโครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน ของจีนในอ่าวไทย และการจัดการกับวาทกรรมชาตินิยมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในของกัมพูชา

กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อปี 2496 แต่ความมั่นคงภายในเปราะบางมาตลอด เนื่องจากการรุกรานของขบวนการเวียดมินห์ รัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้นเคยร้องขอการสนับสนุนด้านอาวุธจากไทยเพื่อใช้ฝึกทหารและป้องกันเอกราช อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกัมพูชามีข้อตกลงกับสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ที่จำกัดการรับความช่วยเหลือทางทหารจากประเทศอื่น ทำให้ไทยต้องจัดส่งอาวุธปืนสำหรับล่าสัตว์แทนอาวุธสงคราม ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยในยุคสังคมราษฎร์นิยมนี้ แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ที่เปราะบางและการใช้วาทกรรมชาตินิยมได้ฝังรากลึกในภูมิทัศน์การเมืองกัมพูชามาอย่างยาวนาน

รัฐบาลพลัดถิ่นกลุ่มแรกที่สำคัญคือ GRUNK ย่อมาจาก Gouvernement Royal d’Union Nationale du Kampuchéa หรือ รัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาสหภาพแห่งชาติ ซึ่งก่อตั้งขึ้นหลังจากการรัฐประหารที่โค่นล้มสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เมื่อปี 2513 GRUNK เป็นการรวมตัวกันภายใต้แนวร่วม (FUNK) ระหว่างผู้สนับสนุนสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ซึ่งทรงลี้ภัย กับกลุ่มเขมรแดง ซึ่งสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงเคยต่อต้านมาก่อน

แม้เป็นพันธมิตรที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในช่วงแรก แต่การรวมตัวกันภายใต้การสนับสนุนของจีนและเวียดนามเหนือนี้ ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการมอบความชอบธรรมทางการเมืองในระดับสากลให้กับกลุ่มเขมรแดงในฐานะส่วนหนึ่งของแนวร่วม จนกระทั่งเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญได้ เมื่อปี 2518

ด้าน CGDK หรือ Coalition Government of Democratic Kampuchea หรือ รัฐบาลผสมแห่งกัมพูชาประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลพลัดถิ่นที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิ.ย. 2525 เพื่อรวมกลุ่มต่อต้านการยึดครองของเวียดนามหลังปี 2521 CGDK เป็นการรวมตัวของสามฝ่ายที่เคยเป็นศัตรูกัน คือ เขมรแดง กองกำลังของเจ้าสีหนุ (FUNCINPEC) และกลุ่มสาธารณรัฐของซอน ซาน (KPNLF) โดยมีจุดยืนร่วมกันเพียงข้อเดียวคือการต่อต้านเวียดนาม

นายเขียว สัมพัน อดีตแกนนำรัฐบาลเขมรแดง สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ประธานาธิบดีของ CGDK และสมเด็จเฮง สัมริน ที่กัมพูชา ปี 2526

CGDK ประสบความสำเร็จในการเป็น “โฆษกที่ชอบด้วยกฎหมาย” ของกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ และได้รับที่นั่งในยูเอ็นจนถึงปี 2534 ด้วยแรงผลักดันและการสนับสนุนทางการทูตจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จีน และสหรัฐ โดยรัฐบาล CGDK ปฏิบัติการจากฐานที่มั่นตามแนวชายแดนไทย สะท้อนว่ารัฐบาลพลัดถิ่นจะสามารถอยู่รอดและมีความหมายได้ เมื่อได้รับการสนับสนุนทางทหารและการเงินจากมหาอำนาจภายนอก และประสบความสำเร็จในการแสวงหาความชอบธรรมทางกฎหมายระหว่างประเทศ

การประกาศของนายสม รังสี ในนามรัฐบาลกัมพูชาอิสระ เป็นการเคลื่อนไหวที่อ้างถึง “จิตวิญญาณของข้อตกลงสันติภาพปารีส” ฉบับปี 2534 เพื่อพยายามยกระดับสถานะของตนเองให้เทียบเท่ากับรัฐบาลพลัดถิ่น CGDK ที่เคยได้รับการรับรองในอดีต โดยกำหนดหลักการพื้นฐานสามข้อ ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเชื่อมโยงการเมืองภายในเข้ากับภูมิรัฐศาสตร์ภายนอก

เริ่มจาก การฟื้นฟูประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน คือการเรียกร้องให้กัมพูชากลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง และเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งถูกบ่อนทำลายภายใต้การปกครองแบบเผด็จการหลายทศวรรษ การรับประกันบูรณภาพแห่งดินแดน โดยระบุว่าบูรณภาพแห่งดินแดนได้รับการรับประกันโดยสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีความขัดแย้งด้วยอาวุธ

ข้อเรียกร้องที่สามคือ ความเป็นกลางอย่างสมบูรณ์ ให้กัมพูชาได้รับเอกราชคืนโดยวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ซึ่งหมายถึงการ ปิดฐานทัพเรือเรียม และฐานทัพต่างชาติอื่นทุกแห่งในประเทศ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นการท้าทาย “โมเดลการพัฒนา” ของระบอบฮุนเซนที่พึ่งพาจีนอย่างลึกซึ้ง และเป็นการเปิดโอกาสให้มหาอำนาจตะวันตกเข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหวนี้ได้อย่างชอบธรรม ภายใต้กรอบของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

สมเด็จฮุน เซน และพล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

แต่ในขณะที่เผชิญกับแรงกดดันจากนายสม รังสี และปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจภายใน รัฐบาลกัมพูชาของพล.อ.ฮุน มาเนต กลับหันมาใช้กลยุทธ์การปลุกปั่นกระแสชาตินิยม โดยใช้ไทยเป็น “ผู้ร้าย” หรือ “ศัตรู” ในวาทกรรมอย่างต่อเนื่อง (เช่น ประเด็นการอ้างสิทธิเหนือเกาะกูด) เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากจุดอ่อนของรัฐบาลและรักษาคะแนนนิยม การที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างใช้ประเด็นความขัดแย้งชายแดนกับไทยเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ทำให้ไทยตกเป็นเดิมพันในความขัดแย้งทางการเมืองภายในของกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งส่งผลให้ความตึงเครียดบริเวณชายแดนยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของนายสม รังสี เกิดขึ้นในช่วงที่กัมพูชาถูกผลักเข้าสู่แกนกลางของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยกลายเป็นจุดปะทะสำคัญทางยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเรียกร้องปิดฐานทัพเรือเรียมทำให้การแข่งขันของมหาอำนาจในกัมพูชามีเดิมพันที่สูงขึ้นอย่างมาก และจะเปลี่ยนอ่าวไทย ให้กลายเป็นจุดเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งคุกคามเสถียรภาพความมั่นคงทางทะเลของไทยโดยตรง

จีนยังคงเป็นคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา และเป็นพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนทางการเมืองที่สำคัญแก่รัฐบาลตระกูลฮุน ซึ่งช่วยรักษาความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ( บีอาร์ไอ ) ที่รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความสามารถในการใช้งานแบบสองทาง คือเชิงพาณิชย์และการทหาร ทั้งโครงการดาราสาคร และการขุดคลองฟูนันเตโช

ขณะที่สหรัฐไม่ได้แสดงท่าทีที่ยอมรับการบริหารอำนาจของตระกูลฮุนอย่างสมบูรณ์ เห็นได้จากการใช้เครื่องมือกดดันทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ และการฟ้องร้องนายเฉิน จื้อ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลพนมเปญ รวมถึงการคว่ำบาตรอาณาจักร “ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป” ของนายเฉิน จื้อ ซึ่งการดำเนินการนี้เป็นการกดดันทางการเงินและการเมืองโดยอ้อมต่อระบอบการปกครองของกัมพูชา

ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคงทางการเมืองกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น กรณีช่องบก ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็น “กลยุทธ์” ที่ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชาใช้เพื่อรักษาคะแนนนิยม วาทกรรมชาตินิยมที่ปลุกปั่นความเกลียดชังต่อไทย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาว่า ไทยต้องการดินแดน และฉกฉวยผลประโยชน์ ถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการเมืองกัมพูชา โดยทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ไทยต้องพัฒนา “กลไกตอบโต้ทางการทูต” ที่รวดเร็วและเป็นมืออาชีพ เพื่อลดทอนกระแสชาตินิยมที่มุ่งเป้ามาที่ไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตการเมืองภายในของกัมพูชา

ไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับรัฐบาลพนมเปญ และมีผลประโยชน์ด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับอ่าวไทยและชายแดน จึงจำเป็นต้องก้าวข้ามความสัมพันธ์แบบ “เพื่อนบ้านที่เปราะบาง” ไปสู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่รอบคอบ” โดยธำรงไว้ซึ่งการบริหารจัดการชายแดนที่เข้มแข็งและเป็นมืออาชีพภายใต้หลักกฎหมายสากล การเสริมสร้างขีดความสามารถทางทะเลเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ใหม่ จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานคู่ขนานในอ่าวไทย และการใช้บทบาทในอาเซียนเพื่อส่งเสริมให้กัมพูชากลับสู่ความเป็นกลางอย่างแท้จริงและโปร่งใส ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพ และผลประโยชน์แห่งชาติของไทยในระยะยาวได้.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES