น่าจะเป็นเพียง ผู้นำขัดตาทัพ เพราะพูดกันตามตรง ทั้ง “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนใหม่ และคู่ท้าชิง “นายจาตุรนต์ ฉายแสง” ต่างก็เปรียบเป็น สินค้ามีตำหนิ ไม่โดดเด่นเพียงพอ ที่จะเป็นคู่ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เมื่อเทียบแคนดิเดตผู้นำฝ่ายบริหารของพรรคการเมืองอื่น
อย่าง “เดอะอ๋อย” อดีตคนเดือนตุลาฯ ซึ่งก่อนที่พรรคสีแดง จะนัดประชุมเพื่อสรรหาหัวหน้าพรรค และ กก.บห.ชุดใหม่ ก็มีเสียงเชียร์ จากสมาชิกพรรคหลายคน ชื่นชมในเรื่องความเป็นนักประชาธิปไตย มักได้รับการผลักดัน ให้เข้าไปมีส่วนในการ จัดทำรัฐธรรมนูญ
แต่เมื่อย้อนไปนึกถึง ผลงาน ในฐานะฝ่ายบริหาร ไล่ตั้งแต่ รมช.คลัง รมต.ประจำสำนักนายกฯ รมว.ยุติธรรม รองนายกฯ ดูแลสำนักงบประมาณ รมว.ศึกษาธิการ หาไม่เจอไม่เคยมี เรื่องอะไรที่โดดเด่น และถูกบันทึกไว้ให้เป็น สิ่งที่ต้องจดจำ อีกทั้งสมัยเป็น รมช.คลัง ก็เกิดปัญหา วิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากคำพูดจะสวยหรู ทำเหมือนมีหลักการ แต่ก็ไม่กล้าคัดง้าง เวลาพรรคทำ ในสิ่งไม่ถูกต้อง เวลาทำหน้าที่ ประธานการประชุม มักพูดจนหาบทสรุป และ จุดจบไม่ได้
ส่วน “นายจุลพันธ์” แม้จะมีเสียงชื่นชม ช่วง ทำหน้าที่รมช.คลัง มีบทบาท ในการชี้แจงเรื่องต่าง ๆ สามารถขึ้นเวทีดีเบต ในช่วง หาเสียงเลือกตั้งได้ แบบไม่อายใคร แม้จะเคยทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร เพียงตำแหน่งเดียว แต่อย่าลืมแผลใหญ่ของ “สส.หนิม” คือความล้มเหลว ในการผลักดัน นโยบายเรือธง พรรคเพื่อไทย แจกเงินหมื่นบาท นอกจากแจกไม่ครบตามเป้าหมาย ยังกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ดังนั้นการ โชว์วิสัยทัศน์ ภายหลังได้รับการคัดเลือก เป็นหัวหน้าพรรค จึงน่าจะเป็นการขายฝัน เมื่อระบุว่า วันนี้เรากำลังเดินหน้าในภารกิจเหล่านั้น นี่ไม่ใช่ภารกิจที่ง่าย แต่ตนไม่ได้อยู่คนเดียว มีพวกเราที่อยู่ในห้องนี้ทุกคนเป็นกำลัง และยังมีความเชื่อมั่นว่า ยังมีประชาชน อีกนับ 10 ล้านคน ที่จะคอยเป็นกำลังผลักดันให้กับ พรรคเพื่อไทย ในการเดินหน้านำพาพรรคเพื่อไทย ไปสู่ชัยชนะ ในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาล ในครั้งถัดไปให้ได้
คงยังจำกันได้เป้าหมายที่ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผอ.เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ประกาศไว้ หลังการเลือกตั้งต้องได้ สส.
200 ที่นั่ง บวกลบ 10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกิดคำถามจะไป หามาจากไหน ภาคอีสานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ก็เจอปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ภาคเหนือก็ปล่อยให้ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาล้วงลูก จัดวางผู้สมัครจน เกิดภาวะระส่ำระสาย
ภาคกลางก็ต้องเจอคู่ต่อสู้อย่าง พรรคประชาชน และ พรรคภูมิใจไทย ส่วนภาคตะวันออกก็ต้องเจอ พรรคสีส้ม และพรรคสีเขียว กรุงเทพฯ ก็ไร้กระแส เพราะล้มเหลวจาก ความเป็นฝ่ายบริหาร ส่วนภาคใต้ไม่ต้องพูดถึง คงไม่มีทางได้ สส.เลยซักคนเดียว จึงไม่แปลกที่หลายคนคาดการณ์กันว่า พรรคเพื่อไทย น่าจะได้ สส. ต่ำร้อย อยู่ในระดับเดียวกับพรรคกล้าธรรม เป็นตัวแปร หวังแค่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ที่อาจจะ สร้างความฮือฮา และพอจะเป็นจุดขาย คงเป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งคงต้องรอดูว่า จะมีตัวแทนจากคนในชินวัตรหรือวงศ์สวัสดิ์ เข้ามาอยู่ในโผด้วยหรือไม่ ทั้ง “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ชื่อเล่นว่า พงศ์ ลูกเขยตระกูลชินวัตร สามีของ “เอม” พิน
ทองทา ชินวัตร บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร
อีกคนคือ “รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” (เชน) ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์ที่ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยมีชื่อจะเข้ามาเป็น รมว.ศึกษาธิการ ในช่วงพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล เรียกว่าโปรไฟล์ดีทั้งคู่ แต่ไม่มี ประสบการณ์ทางการเมือง
ถ้าเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ย่อมเกิดคำถาม จะอยู่ใต้คำบงการคนชื่อ “ทักษิณ” อีกหรือไม่ ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด จะเกิดปัญหา เหมือนกรณีคลิปเสียง “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” สนทนากับ “สมเด็จฮุน เซน” อดีตประธานวุฒิสภากัมพูชาหรือไม่
สำคัญที่สุดเมื่อ “ชินวัตร” ยัง ไม่ยอมปล่อยมือ ต้องมารอลุ้นกันว่า จะช่วยฉุดรั้งหรือทำให้พรรค กลับมาเป็นทางเลือก.
“เขื่อนขันธ์”



