ขนมพื้นบ้าน ที่แสดงถึงเอกลักษณ์และภูมิปัญญาชาวบ้าน ต้อง “ข้าวแต๋นน้ำแตงโม” ใช้วิธีแปรรูปจากข้าวเหนียวมาเป็นขนม และเก็บไว้ได้นาน มีรสชาติที่อร่อยโดดเด่น หอม กรอบนาน หวานน้อย ใช้ข้าวเหนียวกลางปีมาเป็นวัตถุดิบหลัก เน้นว่าต้องใช้ข้าวเหนียวกลางปีเท่านั้น เพราะจะทำให้ข้าวเวลาทอดจะพอง กรอบนาน ใครที่ชื่นชอบขนมโบราณ สูตรสไตล์โคราชอยากทำกินในครอบครัวหรือทำขาย ก็ลองฝึกลองทำกันดู วันนี้คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีสูตรการทำขนมสูตรนี้มานำเสนอ…

ผู้ที่จะมาให้ข้อมูลเรื่องนี้ คือ วุธสราวุธ สุวรรณาบาง อายุ 51 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์ ขนมนางเล็ดข้าวแต๋นโคราชซึ่งเล่าที่มาของอาชีพให้ฟังว่า ครอบครัวมีอาชีพทำนา พอว่างจากหน้าทำนาก็มารับจ้างทำงานทั่วไปเลี้ยงครอบครัว ต่อมาคนที่หมู่บ้านมีคนไปทำงานที่ประเทศไต้หวันหลายคน ตนก็เป็นหนึ่งในนั้นจึงปรึกษากับภรรยาว่าอยากจะไปทำงานเก็บเงินมาเป็นทุนรอน แล้วไปกู้เงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทำงานอยู่ที่ประเทศไต้หวันได้ประมาณ 6 ปี ก็สามารถใช้หนี้ที่กู้ยืมมาจนหมด และมีเงินเก็บกลับมาก้อนหนึ่ง แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะค้าขายอะไร

แฟนเล่าให้ฟังว่า มีคนในหมู่บ้านมีหนี้สินเยอะ ทำข้าวแต๋นขายอยู่ประมาณ 3 ปี สามารถปลดหนี้สินได้หมด แฟนสนใจจึงอยากจะทำข้าวแต๋นขาย โดยไปขอสูตรจากญาติที่เคยทำขายแล้วมาลองทำดู แต่สูตรที่ได้มายังทำไม่ได้ ต้องใช้เวลาและพลิกแพลงเอาเอง ลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน กินได้บ้างไม่ได้บ้าง ช่วยกันทำจนได้รสชาติ และสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จากนั้นก็ไปซื้อรถกระบะ เพราะการค้าขายในยุคนี้ไม่มีรถก็ลำบาก ต่อมาก็ลองขายตลาดนัดปรากฏว่าตลาดนัดเช้าจะขายดีมากกว่าช่วงอื่น ๆ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ขายข้าวแต๋นน้ำแตงโมนาน 14 ปี ปลดหนี้ได้ มีรถ 2 คัน และยังส่งต่ออาชีพนี้ถึงลูก 3 คนไว้ทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัวด้วย

วุธ บอกว่า มองดูเหมือนจะทำง่าย แต่ความจริงทำยาก เพราะมีหลายขั้นตอนที่ต้องอาศัยเทคนิค-ความชำนาญเฉพาะตัว เช่น การวนหยอดน้ำตาลบนข้าวทอด, การอัดพิมพ์ข้าว, การทอดข้าว รวมถึงการเลือกข้าวเหนียวก็สำคัญ ข้าวเหนียวต้องไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไป ต้องเป็นข้าวเหนียวกลางปี เพราะข้าวเก่าจะเหม็นสาบ ส่วนข้าวใหม่จะทอดไม่พอง ฯลฯ

อุปกรณ์ หลัก ๆ ที่ใช้ก็มี…เตาแก๊ส, กระทะหรือหม้อสเตนเลสขนาดใหญ่, เครื่องปั่น, กระด้ง, ตะแกรงด้ามยาว, คีมคีบ, มีด, เขียง, ผ้าขาวบาง, ถาด, พิมพ์ขนม, ไม้พายเล็ก (ใช้สำหรับวนหยอดน้ำตาล) เครื่องใช้เบ็ดเตล็ดอื่นก็หยิบยืมเอาจากในครัว

วัตถุดิบ ที่ใช้ในการทำ “ข้าวแต๋นน้ำแตงโม” มี…ข้าวเหนียวกลางปี 1 กก., แตงโมสด 1 ลูก, น้ำตาลทรายแดง 40 กรัม, เกลือ ½ ช้อนชา และน้ำมันพืช ส่วนน้ำตาลราดหน้าข้าวแต๋น น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลปี๊บ 450 กรัม, เกลือป่น ½ ช้อนชา, น้ำตาลอ้อย 100 กรัม และน้ำสะอาด 40 กรัม

ขั้นตอนการทำ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม

เริ่มจากนำข้าวเหนียวมาล้างน้ำสะอาด 2 ครั้ง แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน ล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 2 ครั้ง ก่อนจะนำไปนึ่ง ระหว่างนั้นนำแตงโมที่เตรียมไว้มาทำความสะอาด ผ่าแล้วหั่นเป็นชิ้นนำไปปั่น กรองเอาแต่น้ำ เสร็จแล้วผสมน้ำสะอาดเล็กน้อย ใส่เกลือป่น, น้ำตาลอ้อยผง ใช้ทัพพีคนส่วนผสมให้เข้ากัน

นึ่งข้าวเหนียวสุกแล้วนำมาคลุกเคล้ากับน้ำแตงโมให้เข้ากันดี พักให้ข้าวดูดน้ำ 5 นาที นำพิมพ์ที่เตรียมไว้จุ่มน้ำ หยิบข้าวเหนียวมากดลงในพิมพ์ให้พอเกาะกันเป็นแผ่น แล้วแกะข้าวออกจากพิมพ์ไปวางในกระด้งที่ทาด้วยน้ำมันพืช นำไปตากแดด 2 วัน เมื่อแห้งแล้วนำลงทอดในน้ำมันท่วม ข้าวแต๋นสุกจะลอยขึ้น ให้ตักขึ้นมาวางบนตะแกรงเพื่อให้สะเด็ดน้ำมัน และพักไว้
ให้เย็น

การเคี่ยวน้ำตาลราดหน้าข้าวแต๋น นำน้ำตาลปี๊บใส่หม้อ ตามด้วยน้ำตาลอ้อย เกลือป่น และน้ำสะอาด เคี่ยวด้วยไฟกลาง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำตาลเหนียว ใช้ไม้พายเล็กจุ่มลงในน้ำตาลมาหยอดวนเป็นวงกลมบนแผ่นข้าวที่ทอดจนหมด ตั้งพักไว้ให้เย็น แล้วนำบรรจุใส่ถุงต่อไป

วุธ บอกว่า ข้าวแต๋นน้ำแตงโมของที่ร้านจะมี 2 สี คือ ข้าวเหนียวขาว และข้าวเหนียวดำ จุดเด่นอยู่ที่รสชาติอร่อยที่ไม่เหมือนใคร มีทั้งความหอม มัน กรอบนาน และหวานน้อย

สำหรับราคาขาย “ข้าวแต๋นน้ำแตงโม” เจ้านี้ ขายถุงละ 30 บาท (มีขนม 6 ชิ้น)

ใครสนใจทำ“ข้าวแต๋นน้ำแตงโม” ขายเป็น “ช่องทางทำกิน” ก็ลองฝึกฝนกันดู หรือต้องการจะซื้อหาข้าวแต๋นน้ำแตงโมเจ้านี้ไปชิมดู วันพุธ ขายที่ตลาดนัดกรมข้าว ม.เกษตร, วันพฤหัส ขายที่ รพ.ทรวงอก และวันศุกร์ ขายที่กรมประมง ม.เกษตร ฯลฯ ต้องการสั่งไปใช้ในงานต่าง ๆ ติดต่อ วุธสราวุธ สุวรรณาบาง เจ้าของกรณีศึกษา ได้ที่โทร. 06-4298-5130 …นี่ก็เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สามารถนำมาสร้างอาชีพได้อย่างน่าทึ่ง!!…

คู่มือลงทุน…ข้าวแต๋นน้ำแตงโม

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 15,000 บาท

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60% ของราคา

รายได้ ราคาขาย6 ชิ้น 30 บาท

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ตลาดน้ำ,ตลาดนัด,งานแสดงสินค้า

จุดน่าสนใจ ขนมพื้นบ้านที่ทำขายได้ทุก ๆ เทศกาล

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง