ตัวเลขข้างต้นนี้มาจากผลสำรวจของ กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ที่ติดตาม “พฤติกรรมการถูกกลั่นแกล้งรังแก (บูลลี่) ของเยาวชนไทย” โดยเผย “สถิติน่าตกใจ” ไว้เมื่อเดือน ก.ย. 2568 ที่ฉายภาพปัญหาว่า…ไม่เพียงเด็กไทยที่ถูกบูลลี่จะไม่ลดลง แต่ “มีแนวโน้มที่น่ากังวลเพิ่มขึ้น” ซึ่งหลายกรณีจบลงด้วย“เหตุเศร้าสลดที่ไม่ควรเกิด”

จากตัวเลขน่าตกใจนี้ ก็จึงนำสู่ “ปุจฉา” ที่ว่า… “แล้วสังคมไทย-แล้วผู้ใหญ่…จะช่วยเด็กได้อย่างไร??”… ทั้งนี้ จากปุจฉานี้ก็มี “มุมวิเคราะห์น่าสนใจ” ที่อาจเป็นอีกวิธี “หยุดวงจรบูลลี่” คือโดยการ “สร้างกลไกผู้ปกป้อง”ซึ่งกับกลไกที่ว่านี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็มีข้อมูลมาสะท้อนต่อ ข้อมูลโดย ญาดา หิรัญยะนันท์ นิสิตปริญญาโท แขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านทางวิทยานิพนธ์ “ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการแสดงบทบาทผู้ปกป้องหรือผู้สังเกตการณ์ในเหตุการณ์รังแกในโรงเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย” ที่เผยแพร่ไว้ใน เฟซบุ๊ก DevPsyChula ซึ่งชี้ว่า…เมื่อพูดถึง การรังแก (Bullying) คนส่วนใหญ่มักมองว่ามีเพียง “ผู้รังแก” และ “ผู้ถูกรังแก” หากแต่ความจริงนั้น…

มี “ผู้เห็นเหตุการณ์ (Bystander)”…

กลุ่มที่จะ “มีบทบาทหยุดยั้งวงจรได้”

ในวิทยานิพนธ์ดังกล่าว ทาง ญาดา ผู้จัดทำ ได้ขยายความถึง “คนอีกกลุ่มหนึ่ง” ที่จะ “มีบทบาทสำคัญในการหยุดวงจรการรังแกได้” ไว้ว่า… กลุ่มที่เรียกว่า “ผู้เห็นเหตุการณ์ (Bystander)”นั้น หากมีการ ทำให้คนกลุ่มนี้มีพลังมากพอก็เชื่อว่าจะยับยั้งหรือหยุดวงจรการกลั่นแกล้งรังแกกันได้อย่างไรก็ตาม แต่ก่อนจะลงลึกที่บทบาทของผู้เห็นเหตุการณ์ ทางผู้จัดทำวิทยานิพนธ์นี้ได้อธิบายถึง “นิยาม” ของ “การบูลลี่การรังแก” ไว้ โดยระบุว่า… ก่อนอื่นสังคมต้องเข้าใจตรงกันว่า การรังแกไม่ใช่แค่การทะเลาะกันทั่วไป แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนอย่างน้อย 2 คน ซึ่งมีอำนาจที่แตกต่างกัน

และเกี่ยวกับ “วงจรบูลลี่”ที่มีคนที่มีอำนาจต่างกันอยู่ในวงจรนั้น ก็ได้มีการแจกแจงไว้ว่า… ปัญหาเรื่องนี้จะพิจารณาจากองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ กล่าวคือ… 1.ผู้กระทำมีเจตนาทำสิ่งไม่ดี เช่น ผู้รังแกตั้งใจสร้างความเจ็บปวดหรือความเดือดร้อนให้เกิดขึ้น, 2.ผู้ถูกกระทำปกป้องตนเองไม่ได้ เช่น ผู้ถูกรังแกอยู่ในภาวะที่อ่อนแอกว่า หรือไม่สามารถตอบโต้ได้, 3.เหตุการณ์เกิดซ้ำ ๆ โดยไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป …นี่เป็นองค์ประกอบที่เข้าข่ายเป็นการ “บูลลี่”

ทั้งนี้ การรังแกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจผู้ถูกกระทำแตกต่างกัน อาทิ การรังแกทางร่างกาย (Physical Bullying) เช่น การผลัก ตี ชกต่อย, การรังแกทางวาจา (Verbal Bullying) เช่น ล้อเลียน ด่าทอ ข่มขู่บังคับ, การรังแกทางสังคม (Social Bullying) เช่น ปล่อยข่าวลือ กีดกันไม่ให้เข้ากลุ่ม, การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) เช่น การเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต การเผยแพร่-ส่งต่อเรื่องที่น่าอับอาย เป็นต้น

สำหรับการที่ “ผู้เห็นเหตุการณ์” หรือกลุ่ม Bystander”สามารถจะมีบทบาทสำคัญในการ “หยุดยั้งวงจรบูลลี่” ได้ นั่นก็เพราะมีนัยสำคัญที่สะท้อนจากข้อมูลที่ว่า…ธรรมชาติของ “การรังแกกัน” นั้น ไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างคน 2 คน แต่คือ “กระบวนการกลุ่ม” ที่ยัง มีคนดู หรือผู้เห็นเหตุการณ์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์นี้ เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่สามารถชี้ชะตาได้ว่าการรังแกจะดำเนินต่อไปหรือจะยุติลงโดยที่ “ผู้เห็นเหตุการณ์” แบ่งได้เป็น “4 ประเภท”

กล่าวคือ… ผู้ช่วย (Assistance) คือผู้เห็นเหตุการณ์ที่พัฒนาไปเป็นผู้รังแกร่วมด้วย เช่น ร่วมวงรุมแกล้งหลังมีคนอื่นเริ่ม, ผู้ยุยง (Reinforcer) คือผู้เห็นเหตุการณ์ที่ใช้คำพูดหรือท่าทีที่สนับสนุนให้การรังแกเกิดขึ้นต่อไป เช่น ตะโกนเชียร์ หัวเราะเยาะ, ผู้ปกป้อง (Defender) คือผู้เห็นเหตุการณ์ที่ทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อหยุดการรังแก หรือช่วยเหลือผู้ที่ถูกรังแก และอีกประเภทคือ ผู้สังเกตการณ์ (Outsider) คือผู้เห็นเหตุการณ์ที่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำสิ่งใดต่อเหตุรังแกที่เกิดขึ้น …นี่คือ 4 ประเภท

และในวิทยานิพนธ์ดังกล่าวยังมีข้อมูลที่ชี้ไว้ว่า… ในจำนวนผู้เห็นเหตุการณ์ 4 ประเภทนั้น บุคคลที่เป็น “ฮีโร่หยุดวงจรบูลลี่”คือ “ผู้ปกป้อง” หรือกลุ่ม “Defender” ที่จะช่วยยุติปัญหาได้ผ่านการเป็นผู้ปกป้อง ด้วยวิธีแสดงออก 2 รูปแบบ คือ 1.ปกป้องแบบเผชิญหน้ากับผู้รังแก เป็นการเข้าไปเผชิญหน้าโดยตรง เช่น แสดงความไม่พอใจต่อสิ่งที่ผู้รังแกทำ พูดห้ามเพื่อหยุด และ 2.ปกป้องแบบปกป้องผู้ถูกรังแก ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือเหยื่อ เช่น ปลอบใจ หรือเล่าให้ผู้ใหญ่รู้ถึงการรังแกที่เกิดขึ้น

ส่วนคำถามที่ว่า…ทำไมผู้เห็นเหตุการณ์จึงสำคัญต่อการหยุดวงจร? เรื่องนี้ทาง ญาดา หิรัญยะนันท์ อธิบายไว้ว่า… หากผู้เห็นเหตุการณ์เลือกจะช่วยหยุดการรังแก หรือช่วยเหลือผู้ถูกรังแก ความถี่การรังแกและผลกระทบทางลบจะค่อย ๆ ลดลง ทั้งนี้ หากเปลี่ยนผู้แค่ดูเป็นผู้ปกป้องได้ก็จะช่วยให้ความถี่หรือผลกระทบยิ่งลดลงซึ่งการทำให้เปลี่ยนบทบาทอาจจะเริ่มโดย สร้างความตระหนักรู้ ให้ทุกคนเข้าใจว่าการรังแกทุกรูปแบบคือความรุนแรง เพื่อที่จะ กระตุ้นให้ผู้สังเกตการณ์ก้าวออกมาเป็นผู้ปกป้องด้วย ...นี่เป็นอีก “แนวทางน่าสนใจ” กับการ“เปลี่ยนผู้ดูเป็นผู้ปกป้อง”

นี่เป็นการสร้างกลไกผู้ปกป้องเพิ่ม”

เพื่อ “สกัดกั้นวงจรบูลลี่ไม่ให้ลุกลาม”

กลไกนี้ “ผู้ใหญ่ต้องเร่งสร้างช่วยเด็ก”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์