ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ สร้างความตื่นตระหนกและความสับสนทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยการประกาศว่า ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมเริ่มดำเนินการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ “ทันที” และ “บนพื้นฐานที่เท่าเทียม” กับรัสเซียและจีน แม้คำสั่งดังกล่าวคลุมเครือและขาดรายละเอียด แต่ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการพลิกกลับนโยบายการระงับการทดสอบนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐยึดถือมาตั้งแต่ปี 2535

การประกาศนี้มีเจตนาหลักเพื่อส่งสัญญาณถึงความแข็งแกร่งทางการทหาร และฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของการยับยั้ง ในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม การขาดความชัดเจนก่อให้เกิดความสับสนและการประณามจากนานาชาติ แม้ต่อมานายคริส ไรธ์ รมว.พลังงานสหรัฐ พยายามอธิบายว่า ทรัมป์หมายถึง “การทดสอบระบบ” เพื่อประเมินองค์ประกอบทั้งหมดของอาวุธนิวเคลียร์ “ไม่ใช่การจุดระเบิดนิวเคลียร์” แต่ยังคงเป็นการยืนยันว่า จุดประสงค์หลักของคำสั่งตั้งต้นคือการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ในระดับสูงสุด

สหรัฐระงับการทดสอบนิวเคลียร์แบบระเบิดโดยสมัครใจมาตั้งแต่ปี 2535 หลังดำเนินการทดสอบรวมทั้งสิ้น 1,054 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2488 เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในคลังแสงนิวเคลียร์โดยไม่ต้องอาศัยการระเบิด สหรัฐจัดตั้งโครงการ Stockpile Stewardship and Management Program ( SSP ) ขึ้นเมื่อปี 2536

SSP คือกรอบการทำงานทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน ซึ่งรับประกัน “ความปลอดภัย ความมั่นคง และประสิทธิภาพ” ของอาวุธนิวเคลียร์ผ่านเทคนิคหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำลองด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ การเฝ้าระวังคลังแสงที่ได้รับการยกระดับ และ “การทดลองใต้ภาวะวิกฤติ” ( Subcritical Experiments )

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนทหารซึ่งได้รับบาดเจ็บจากสงคราม ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ในกรุงมอสโก 29 ต.ค. 2568

สำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์แห่งชาติ ( เอ็นเอ็นเอสเอ ) ยืนยันว่า สหรัฐ “ไม่มีเหตุผลทางเทคนิค” ที่จะต้องกลับมาทำการทดสอบนิวเคลียร์แบบระเบิด อย่างไรก็ตาม การพัฒนาหัวรบใหม่ตามโครงการเอสเอสพี สร้างความกังวลในหมู่นักวิเคราะห์ว่า อาจนำไปสู่ความต้องการของสหรัฐ ในการกลับมาทดสอบแบบระเบิดในอนาคต เพื่อพิสูจน์ความสำเร็จทางเทคนิค

การทดสอบใต้ภาวะวิกฤติ ดำเนินการภายในพื้นที่ของ ศูนย์ความปลอดภัยแห่งชาติเนวาดา ( เอ็นเอ็นเอสเอส ) การทดลองใต้ภาวะวิกฤติ ใช้ระเบิดเคมีกับวัสดุนิวเคลียร์ แต่มีการออกแบบและควบคุมปริมาณไม่ให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบลูกโซ่ จึงถือว่าสอดคล้องกับการระงับการทดสอบของสหรัฐ และไม่ถือเป็นการละเมิดสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ ( ซีทีบีที ) ซึ่งสหรัฐลงนามแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐชี้แจงว่า คำสั่งของทรัมป์เป็นการทดสอบระบบ จึงอาจตีความได้ว่า การดำเนินการจริงจะจำกัดอยู่ภายใต้ขอบเขตของการทดสอบที่ไม่ระเบิด ซึ่งสหรัฐดำเนินการอยู่แล้ว การใช้คำสั่งที่คลุมเครือจึงเป็นกลวิธีที่พยายามดึงดูดความสนใจ และแสดงความมุ่งมั่นในการรักษาความน่าเชื่อถือของการยับยั้ง ขณะที่หลีกเลี่ยงการทำลายบรรทัดฐานระหว่างประเทศโดยสิ้นเชิง

ในส่วนของรัสเซีย มีการระงับการทดสอบนิวเคลียร์แบบระเบิดมาตั้งแต่ปี 2533 แต่ยังคงพัฒนาอาวุธสมัยใหม่ที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ ล่าสุดคือขีปนาวุธ “บูเรเวสต์นิก” ( Burevestnik ) และตอร์ปิโดใต้น้ำ “โพไซดอน” ( Poseidon ) แม้รัฐบาลมอสโกปฏิเสธการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ แต่หลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมสอดแนมของตะวันตก เมื่อเดือนต.ค. 2566 แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจนที่สถานที่ทดสอบนิวเคลียร์ โนวายา เซมล์ยา รวมถึงการสร้างอุโมงค์ใหม่ภายใต้ภูเขาและถนน กิจกรรมเหล่านี้บ่งชี้ถึงความสามารถของรัสเซียในการกลับมาทดสอบอย่างรวดเร็ว “หากมีแรงจูงใจเชิงยุทธศาสตร์”

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ระหว่างพิธีสวนสนามของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ( พีแอลเอ ) ครบรอบ 80 ปี แห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่นของประชาชนจีน และสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก ที่กรุงปักกิ่ง 3 ก.ย. 2568

จีนเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกจากทวีปเอเชียที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ทดสอบครั้งแรกเมื่อปี 2507 และประสบความสำเร็จกับการทดสอบระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ในสองปีต่อมา หรือในปี 2509 ทั้งนี้ จีนทำการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2539 หลังจากนั้นประกาศระงับการทดสอบ และลงนามในซีทีบีที ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน แต่ยังไม่ให้สัตยาบันจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน ฝ่ายตะวันตกประเมินว่า จีนมีคลังแสงนิวเคลียร์ประมาณ 600 หัวรบ และมีการดำเนินกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น ณ สถานที่ทดสอบลับหลายแห่ง ซึ่งการที่มหาอำนาจหลักทั้งสาม กล่าวคือ สหรัฐ รัสเซีย และจีน ต่างดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ทดสอบอย่างพร้อมเพรียงกัน แสดงให้เห็นถึง “สมมติฐานการกลับมาทดสอบ” โดยไม่มีชาติใดมองว่าการระงับการทดสอบเป็นสภาวะที่ถาวร

ด้านอินเดียและปากีสถานเข้าสู่ทำเนียบรัฐนิวเคลียร์อย่างเปิดเผยในปี 2541 ด้วยการทดสอบนิวเคลียร์ติดต่อกัน ทั้งสองประเทศประกาศระงับการทดสอบโดยสมัครใจหลังจากนั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรง

ทั้งอินเดียและปากีสถานไม่ได้ลงนามในซีทีบีที ทำให้สนธิสัญญาไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้จนถึงปัจจุบัน นโยบายของทั้งสองประเทศแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง: อินเดียประกาศหลักการ “ไม่ใช้นิวเคลียร์ก่อน” โดยจะใช้เพื่อตอบโต้ครั้งใหญ่เท่านั้น ช่วยให้อินเดียได้รับความชอบธรรมทางการทูตในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบ ในทางตรงกันข้าม ปากีสถานยึดถือหลักการ Full-Spectrum Deterrence นั่นคือ การใช้ขีปนาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพื่อป้องกันภัยแบบฉับพลัน และยับยั้งความได้เปรียบทางทหารตามแบบของอินเดียในทุกระดับของความขัดแย้ง

ตอนนี้ เกาหลีเหนือเป็นประเทศเดียวที่ทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์แบบระเบิดในศตวรรษที่ 21 เกาหลีเหนือทำการทดสอบใต้ดิน 6 ครั้งระหว่างปี 2549-2560 แรงจูงใจหลักของรัฐบาลเปียงยางในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เกี่ยวข้องกับการประกันความมั่นคงของระบอบการปกครอง และการสร้างอำนาจต่อรองกับสหรัฐ

ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ถูกอธิบายอย่างกว้างขวางว่าเป็น “สงครามเย็น 2.0” หรือ “สงครามเย็นใหม่” อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้มีความซับซ้อนและแตกต่างจากสงครามเย็นครั้งที่ 1 “อย่างมีนัยสำคัญ”

สงครามเย็นครั้งนั้น เป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์แบบทวิขั้ว หรือสหรัฐกับสหภาพโซเวียต ขณะที่ยุคปัจจุบันเป็นภาวะการแข่งขันทางระบบ ที่มีมิติทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิภาคที่หลากหลายเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นที่สุด การตัดสินใจของทรัมป์ที่จะหยิบยกประเด็นนิวเคลียร์ขึ้นมาตอนนี้ แสดงให้เห็นว่า เป็นการนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการทูตเชิงบีบบังคับในการแข่งขันทางเศรษฐกิจด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้น การแข่งขันที่กำลังจะมาถึงนี้ไม่ได้เป็นเพียงสงครามเย็นครั้งใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ “ซับซ้อนกว่า” และ “เป็นอันตรายกว่ามาก” อันตรายที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากการขาด “ความยับยั้งชั่งใจทางนิวเคลียร์” ระหว่างบรรดามหาอำนาจ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนทหารซึ่งได้รับบาดเจ็บจากสงคราม ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ในกรุงมอสโก 29 ต.ค. 2568

คำสั่งของทรัมป์เกี่ยวกับการฟื้นการทดสอบนิวเคลียร์ ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่สุดถึงความเสื่อมโทรมของระเบียบโลกหลังสงครามเย็น และเป็นการตอกย้ำถึงการเข้าสู่ยุคของการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่ไม่มีขีดจำกัด การที่สหรัฐ รัสเซีย และจีน ต่างกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อกลับมาทำการทดสอบ สะท้อนว่าบรรทัดฐานการไม่ทดสอบที่สร้างขึ้นมาตลอดหลายทศวรรษนั้น กำลังตกอยู่ในอันตราย

การแข่งขันที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงกว่าสงครามเย็นครั้งแรก เนื่องจากมีผู้เล่นหลายฝ่ายการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน และที่สำคัญที่สุดคือ การขาดกลไกควบคุมอาวุธที่เข้มแข็ง การรักษาสมดุลจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ความท้าทายที่แท้จริงคือการจัดการกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ในบริบทที่ประเทศนิวเคลียร์หลักทั้งหมดยืนอยู่บนขอบเหวของการกลับไปสู่การแข่งขันทางอาวุธนิวเคลียร์ที่เปิดเผย การสร้างช่องทางการสื่อสารและการลดความเสี่ยงที่เชื่อถือได้ระหว่างสหรัฐ กับจีน และรัสเซีย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้การแข่งขันทางยุทธศาสตร์กลายเป็นหายนะทางนิวเคลียร์ที่ไม่สามารถควบคุมได้.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES