ช่วงนี้ถือเป็นช่วง “ไฮซีชัน” ของภาคท่องเที่ยวไทยอย่างเต็มรูปแบบ หลังจาก 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค) ของปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปประมาณ 26.7 ล้านคน ซึ่งต้องยอมรับว่าภาคการท่องเที่ยวนี้ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย นอกเหนือจากในการลงทุนภาคเอกชน การส่งออก การบริโภคในประเทศและการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 13% ของจีดีพีประเทศ
พ.ร.บ.ควบคุมน้ำเมา
ในขณะที่ภาครัฐและรัฐบาลเองต่างมีเป้าหมายชัดเจนที่ต้องการใช้ “การท่องเที่ยว” เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แม้จะต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงความไม่มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จนทำให้นักท่องเที่ยวหลักอย่างนักท่องเที่ยวจีนต้องลดน้อยถอยลงไป และล่าสุด ภาครัฐยังมีการออกข้อกำหนดในการห้ามขายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เข้าให้อีก โดยกฎหมายฉบับนี้มีีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 68 โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจากฉบับเดิม คือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เพื่อให้การควบคุมเหมาะสมและเท่าทันสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยที่ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ได้เน้นย้ำถึงการดื่มในเวลาห้ามขาย คือ ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขาย หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเพื่อประโยชน์ในทางการค้า ในเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ส่วนเวลาที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือ ช่วงเช้า : 00.00 น. (เที่ยงคืน) ถึง 11.00 น. (11 โมงเช้า) และช่วงบ่าย :14.00 น. (บ่าย 2 โมง) ถึง 17.00 น. (5 โมงเย็น)ดังนั้น การนั่งดื่ม “ติดลม” หรือ “นั่งแช่” ในร้านขายหรือให้บริการหลังเวลา 00.00 น. (เที่ยงคืน) เป็นต้นไป หรือช่วงบ่าย 14.00-17.00 น. จึงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนและถูกปรับได้
ขัดแย้งกับท่องเที่ยว
ถือว่า ’ขัดแย้ง“ กับเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในไทยอย่างเห็นได้ชัด!! เพราะอย่าลืมว่าวัฒนธรรมการดื่มของชาวต่างชาติโดยเฉพาะทางยุโรปที่เป็นเมืองหนาวมักจะดื่มไม่เป็นเวลา บางคนแทบจะไม่ดื่มน้ำเปล่าเลยด้วยซ้ำ และยิ่งเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อนด้วยแล้ว ก็ต้องการเข้ามาดื่มกินอย่างเต็มที่ ฉะนั้นหากกำหนดช่วงเวลา ห้ามขาย ห้ามนั่ง แบบนี้ อาจทำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศอื่นอาจไม่คุ้นชินได้ หรือเผลอ ๆ อาจเปลี่ยนใจไปเที่ยวประเทศอื่นแทน
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีจุดขายสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเพื่อ “nightlife” หรือดื่มสังสรรค์ เช่น ถนนสายบาร์ชายหาด หากมีข้อจำกัดเวลา สถานที่ ที่เข้มขึ้น อาจทำให้จุดขายลดลง

แม้กฎหมายฉบับใหม่มีข้อยกเว้นในบางสถานที่สามารถดำเนินการ เช่น สถานบริการที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย อย่าง ผับ บาร์ ที่ได้รับใบอนุญาตสถานบริการ โรงแรมที่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย และท่าอากาศยานนานาชาติ แต่ในร้านค้าทั่วไป ร้านอาหาร ที่เปิดบริการหลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว หรือในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. อาจถูกปรับ และหากไม่มีการสื่อสารที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวอาจเผชิญสถานการณ์ที่เข้าใจผิดหรือถูกปรับ ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว
ห้ามขายอาจไม่ได้ผล
ปัญหานี้จึงร้อนไปถึงทาง “สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ไทย” จนเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนข้อกำหนดในการห้ามขายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ พร้อมกับงัดรายงานการศึกษาเชิงลึกจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ออกมาเผยแพร่ผลการสำรวจผู้บริโภค 1,370 ราย และผู้ประกอบการ 283 ราย พบว่า การจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.01–17.00 น. อาจไม่ได้ผลในการลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่กฎหมายตั้งใจไว้ การที่ พ.ร.บ. 2568 ใหม่ เพิ่มการ “ห้ามดื่ม” เข้ามา อาจสร้างความท้าทายเพิ่มเติมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยที่การห้ามช่วงบ่ายเป็นเพียงการผลักดันการซื้อขายไปสู่ช่องทางนอกระบบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายเสียโอกาสทางธุรกิจ
เสียงสะท้อนฝั่งเอกชน
นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนจากภาคค้าปลีกและท่องเที่ยว ที่กังวลว่ากฎหมายใหม่สวนทางนโยบายรัฐ และอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ
“สมาคมค้าปลีกไทย” ให้ความเห็นว่า การปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการทุกขนาด แต่การปลดล็อกจะช่วยดึงกิจกรรมเศรษฐกิจกลับเข้าระบบ และช่วยให้หน่วยงานรัฐมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่แท้จริงมากกว่า เช่น ในเรื่องการขายให้เยาวชน
แนะปลดล็อกข้อจำกัด
ด้าน “สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา” บอกว่าข้อจำกัดการห้ามขายในช่วงบ่ายเป็นกฎระเบียบที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวปัจจุบัน ฉะนั้นหากมีการปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ รวมถึงการพิจารณาขยายเวลาจำหน่ายจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล จากที่เห็นจากนโยบายขยายเวลาปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการถึง 20-30% และพนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยที่ภาคธุรกิจพร้อมจะให้ความร่วมมือกับภาครัฐ
ในการดูแลและป้องกันผลกระทบทางสังคมอย่างเข้มงวดจากมาตรการที่มีอยู่แล้ว อย่างเช่น การจัดจุดพักคอยสำหรับผู้มีอาการมึนเมา และการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมาจนอาจลุกลามใหญ่โต
เลิกห้ามขายบ่าย2-4โมงเย็น
กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา “โสภณ ซารัมย์” รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าหลังจากประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2 ว่า จะยกเลิกห้ามขายเวลา 14.00–17.00 น. และขยายเวลานั่งดื่มหลังเที่ยงคืนออกไปแน่นอน แต่จะเป็น 02.00 น. หรือ 04.00 น.นั้น ตอนนี้ยังไม่มีจุดที่ลงตัว ต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการฯ ก่อน เพราะทางกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์แย้งไม่เห็นด้วย เนื่องจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุช่วงเวลา 02.00–03.00 น. มีจำนวนมาก ซึ่งหลายคนเป็นห่วงเรื่องเทศกาลท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ และสงกรานต์ หากบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยวประเทศไทย หรือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ จึงให้นโยบายว่าในช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายสุรา 14.00–17.00 น.
ที่ในอดีตที่ห้ามเพราะไม่อยากให้ข้าราชการไปดื่มสุรา จึงได้กำหนดออกมาว่าห้ามดื่ม ตนจึงบอกไปว่าตอนนี้มันหมดยุคแล้ว ยุคนี้ข้าราชการไม่มีไปดื่มสุราในช่วงบ่าย ฉะนั้น ควรจะยกเลิก
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เหลือไม่กี่เดือนของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะสามารถแก้กฎหมายใหม่ในเรื่องนี้ให้ถูกใจบรรดานักดื่ม นักท่องเที่ยว พร้อมสร้างสิ่งดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้ชีวิต กิน ดื่ม เที่ยว ในประเทศไทยได้อย่าง “nightlife” หรือไม่ก็ต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะความพยายามในการขยายเวลาดื่มไปจนถึงเวลา 04.00 น.!!.
………
ทีมเศรษฐกิจ



