องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน พ.ย. ของทุกปี เป็นวัน “รำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนโลก” เพื่อให้ตระหนักถึงความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน โดยในปี 2568 ไดกำหนดธีมการรณรงค์ว่า “จดจำ สนับสนุน ลงมือทำ” ซึ่งในส่วนของประเทศไทย โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และเครือข่ายพลังผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน แปลงธีมดังกล่าวสู่การจัดกิจกรรมรณรงค์ “เปลี่ยนความเสียใจให้เป็นพลัง หยุดสร้างเหยื่อบนถนน”

ข้อมูลจากกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 17,477 คน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15-29 ปี ซึ่งยังมีกลุ่มเด็กและเยาวชน เสียชีวิตสูงถึง 4,292 คน และยังมีผู้บาดเจ็บ พิการจำนวนมาก โดยทุก ๆ 1 ชั่วโมง มีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ย 2 คน โดยเป็นอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์กว่า 80%” ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุ

พร้อมย้ำว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือชีวิต ครอบครัว อนาคตที่ถูกพรากไปอย่างไม่มีวันกลับ การมารวมตัวกันในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแสดงความอาลัย แต่เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ร่วมกันว่า เราไม่อยากให้เกิดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนอีกต่อไป จึงต้องร่วมกันป้องกัน ระมัดระวังการใช้รถ รู้และตระหนักถึงความปลอดภัย เปลี่ยนความเสียใจให้เป็นพลัง “หยุดสร้างเหยื่อบนถนน”

ทั้งนี้ การสร้างความปลอดภัยทางถนนเป็นพันธกิจหลักของสสส. ที่ร่วมกับเครือข่ายเพื่อสร้างกลไกลดพฤติกรรมเสี่ยง เพิ่มพฤติกรรมความปลอดภัย สร้างสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2570 ตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนฉบับที่ 5

สอดคล้องกับ นายธัชวุฒิ จาดบันดิสถ์ นักวิจัยศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ระบุว่า คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนปี 2568 กว่า 12,788 ราย บาดเจ็บ 975,193 ราย สะท้อนว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้ยังมีข้อจำกัด ทั้งที่มีข้อมูลชี้ชัดถึง 3 สาเหตุหลักคือ “เมาแล้วขับ ขับรถเร็ว และไม่สวมหมวกนิรภัย” จึงต้องทบทวนเพื่ออุดช่องโหว่ 4 ข้อ คือ 1.กฎหมายหรือนโยบายที่มีปัญหา 2.การกำกับดูแลที่ไม่สมบูรณ์ 3.สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย 4.พฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่ปลอดภัย

ทั้งนี้ นอกจากรณรงค์ลด ละ เลิกปัจจัยเสี่ยงแล้ว สิ่งหนึ่งที่หยิบมาพูดถึงในวันรำลึกฯ ปีนี้ คือ การทำประกันภัย ตาม พ...คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.. 2535 เพราะถ้าไม่ทำจะกลายเป็นสิ่งที่ซ้ำเติมความทุกข์ยากของผู้ประสบเหตุเพราะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเองทั้งหมด ซึ่ง นางรัชนี สุภจริยากุล ประธานเครือข่ายพลังผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน บอกว่า ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,920 คน ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่ามีการทำพ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 89.8% อีก 10.2% ไม่ทำ เพราะไม่มีเอกสารสำเนารถ คิดว่าขับรถอยู่แค่ในหมู่บ้าน ไม่ว่าง รถเก่ากลัวตรวจสภาพไม่ผ่าน ทะเบียนรถขาดหลายปีกลัวเสียค่าปรับ ค่าประกันราคาแพง ไม่คุ้มครองสินทรัพย์ จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ เป็นต้น จึงเสนอให้รณรงค์เรื่องนี้มากขึ้น

ขณะที่ นางสาวศิริพร รัตนทัศนีย์ ผู้ช่วยผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กรและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ก็ให้ข้อมูลว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ 21-22 ล้านคัน ปี 2568 ข้อมูลถึงเดือน ต.ค. มีถึง 23 ล้านคัน สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่การทำ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ยังน้อย และอัตราคนที่มาต่อภาษีก็มีเพียง 30-40% เท่านั้น แม้จะอำนวยความสะดวกให้ร่วมพร้อมกับการต่อภาษีรถฯ ได้ จึงอยากขอให้ประชาชนทำ และต่อ พ.ร.บ.ดังกล่าวซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 2 พันบาท อย่างจักรยานยนต์ แค่323 บาทต่อปี ดีกว่าไปซื้อเหล้า บุหรี่ แลกกับการได้รับการคุ้มครองสูงถึง 5 แสนบาท ถือว่าน้อยมาก และล่าสุดบริษัทกลางฯ กำลังพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถเบิกประกันได้ตามสิทธิ อย่างไม่เกิน 2,000 บาท แล้วโอนเงินเข้าบัญชี เพื่อลดปัญหาในเรื่องของการเดินทางด้วย

ภายในงานนี้ยังมี “อนุชาติ แก้วโสด ผู้สูญเสียมารดาจากอุบัติเหตุทางถนน” ที่มาเล่าประสบการณ์ว่า แม่ของเขาเกิดอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมระหว่างขี่จักรยานยนต์ไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน อาการสาหัสเลือดออกเยอะ และเสียชีวิตหลังจากนั้นเพียงหนึ่งวัน ที่สำคัญคือไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาใด ๆ เพราะรถที่เกิดอุบัติเหตุไม่ได้ไปต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยฯ ทำให้ต้องจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เองทั้งหมด จึงขอเตือนคนใช้รถใช้ถนนให้ระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎหมาย สวมหมวกนิรภัย ลดใช้ความเร็วในเขตชุมชน แม้จะเดินทางใกล้ ๆ ก็ตาม และอย่าลืมเรื่อง ต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อย่างน้อยหากเกิดอะไรขึ้นก็ยังพอมีเงินช่วยเหลือจัดงานศพบ้าง.

อภิวรรณ เสาเวียง