มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในศูนย์กลางการค้าอย่าง เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่ได้เป็นเพียงสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างใหญ่หลวงแล้ว แต่กลับกลายเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ส่งท้ายปี ที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องกลับมาติดหล่มกันอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้กำลังติดหล่ม จึงต้องออกสารพัดมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้ายปีให้กระเตื้องขึ้นและส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ประเมินไว้ว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เศรษฐกิจไทยก็จะเหือดแห้ง สามารถเติบโตได้เพียงแค่ 0.3% เท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จึงต้องเร่งเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ในหลายมาตรการ จึงทำให้มั่นใจว่าจีดีพีทั้งปีจะเติบโตได้เกิน 2% 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน มหาอุทกภัยครั้งนี้ ก็สร้างแรงสั่นคลอนต่อจีดีพีของประเทศอย่างรุนแรงทันที และเป็นความท้าทายว่า…สุดท้ายแล้วตลอดทั้งปี 2568 นี้ จีดีพีปีนี้จะสามารถเติบโตได้ถึง 2% หรือไม่ ? เพราะอย่าลืมว่า ขนาดเศรษฐกิจของทั้ง 9 จังหวัดภาคใต้ ทั้ง สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันมากถึง 967,221 ล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีประชาชนได้รับผลกระทบมากถึง 2.9 ล้านคน 

เสียหายเกินหมื่นล้านบ.

สำหรับการประเมินความเสียหายเบื้องต้น แม้ตัวเลขยังไม่แน่ชัด แต่ความเห็นทั้งนักวิชาการ  หลายหน่วยงานต่างมองไปทางเดียวกันว่า มีความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ที่คาดว่าภายในกรอบเวลา 1 เดือน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.13% ของจีดีพีประเทศ โดยตัวเลขนี้ประเมินบนสมมุติฐานความรุนแรงในช่วง 10-15 วันแรก และสถานการณ์ทยอยคลี่คลายใน 10-15 วันถัดมา 

ด้วยเพราะจังหวัดสงขลาถือเป็นศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคใต้ ซึ่งเมื่อเกิดนํ้าท่วมทุกพื้นที่ ย่อมส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักทันที ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการที่มีสัดส่วนถึง 56% ได้แก่ โรงแรม, ร้านอาหาร, ค้าปลีก และขนส่ง หยุดชะงักในช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว  ภาคอุตสาหกรรมสัดส่วน 18% ได้แก่ การผลิตและแปรรูปยางพารา อาหารทะเล และสินค้าเกษตรก็กระทบด้วย และสาธารณูปโภค 3% ได้แก่ การหยุดให้บริการของไฟฟ้าและประปาในหลายพื้นที่ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผล กระทบที่เกิดขึ้นมีขนาดมหึมาและอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 68 ให้ชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

ค้าชายแดนกระทบ

นอกจากความเสียหายโดยตรงต่อจีดีพีแล้ว นํ้าท่วมใหญ่ครั้งนี้ยังสร้างแผลลึกให้เศรษฐกิจไทยอีกหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น “ภาคการค้าชายแดน” เพราะต้องยอมรับว่าด่านศุลกากรสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ คือ ประตูทองของการส่งออกไทยไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยมีมูลค่าการค้ารวมกันสูงกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 1,500 ล้านบาท เมื่อเส้นทางคมนาคมหลัก อย่างถนนเพชรเกษมและเส้นทางรถไฟสายใต้ถูกตัดขาดจากนํ้าท่วมสูง ภาคขนส่งไปต่อไม่ได้ ทั้งเป็นสินค้าเกษตร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และยางพาราแปรรูป หรือหากไปได้ก็ต้องไปเส้นทางที่อ้อม ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นตามมาอีก 

เที่ยวไฮซีซันวูบ 

ขณะที่ “ภาคการท่องเที่ยว” ก็มีความน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เพราะปกติช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวเต็มตัว จะมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์นิยมเดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในหาดใหญ่และสงขลาจำนวนมาก แต่ภาพข่าวนํ้าท่วมตัวเมืองหาดใหญ่ได้สร้างความตื่นตระหนก นำไปสู่การเลื่อน หรือยกเลิกการจองห้องพักไป ทำให้บรรยากาศแห่งการเดินทางสูญหายไป สะเทือนไปถึงธุรกิจฐานรากที่เกี่ยวเนื่อง อย่างร้านอาหาร ร้านนวดสปา ค้าขาย และรถรับจ้างสาธารณะ  กระทบตามไปด้วย 

นอกจากนี้ ปัญหานํ้าท่วมที่เกิดซ้ำซากยังกระทบต่อ “ความเชื่อมั่น” ทางการลงทุน การค้าในอนาคต เพราะนักลงทุนจะตั้งคำถามตามมา ถึงความคุ้มค่าและความเสี่ยงในการปักหลักลงทุนในพื้นที่หาดใหญ่  ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถแสดงแผนการจัดการนํ้าที่ชัดเจนได้  นักลงทุนก็ไม่กล้าเสี่ยงมา 

กระทบคนละครึ่งเฟส 2

ผลกระทบอีกด้านต่อเศรษฐกิจ ก็คือการใช้ “งบประมาณ” ของภาครัฐ ซึ่งในปกติสถานะการคลังของไทย ก็มีข้อจำกัดรุมเร้าเยอะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สาธารณะสูง การตั้งงบประมาณขาดดุลสูง แทนที่รัฐบาลจะนำงบไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อยอดการเติบโตให้จีดีพีประเทศ กลับต้องเสียโอกาสนำงบกลางมาใช้เยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นบทเรียนราคาแพง เซ่นการบริหารจัดการนํ้าท่วมที่ผิดพลาดครั้งนี้ 

ตัวอย่างที่เห็นชัด งบกลางฉุกเฉินที่เดิมรัฐบาลเตรียมพร้อมไว้สำหรับใช้ทำแผน กระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสสอง ที่เดิมตั้งเป้าเริ่มออกใช้ต้นปีหน้า ก็เริ่มไม่แน่นอนแล้วว่าจะมีเมื่อไร และแจกกี่บาท เพราะตอนนี้งบกลางเหลือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท หากแบ่งมาเยียวยาช่วยนํ้าท่วม ซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดูแลภาคแรงงาน ก็อาจทำให้วงเงินที่เหลือ มาใช้แจกคนละครึ่งไม่มากเหมือนเก่า หรือมีวงเงินเหลือน้อยลง 

ส่องมาตรการเยียวยา 

อย่างล่าสุด รัฐบาล ได้ออกมาตรการมารับมือเยียวยาและฟื้นฟูแล้วหลายมาตรการด้วยกัน ซึ่งทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยงบประมาณแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการมติอนุมัติเงินเยียวยานํ้าท่วมให้แก่ผู้ประสบภัยครัวเรือนละ 9,000 บาท นอกจากนี้  รัฐบาลกำลังพิจารณาวงเงินสนับสนุนการทำความสะอาดบ้านเพิ่มเติมให้กับประชาชน รวมถึงอนุมัติเงินปลง ศพสำหรับผู้เสียชีวิตในกรณีนํ้าท่วมศพละ 2 ล้านบาท 

ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่รัฐบาลออกมาเยียวยาสร้างความเชื่อมั่น ก็มีทั้งของกระทรวงการคลัง ที่ปลดล็อกกฎระเบียบการเบิกจ่ายและจัดซื้อจัดจ้างให้ง่ายขึ้น รวมถึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้งบทดรองราชการได้สะดวกขึ้น โดยเพิ่มวงเงินจาก 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท นอกจากนี้ ธนาคารรัฐยังได้ออกมาตรการพักหนี้และพักดอกเบี้ย และคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์ โดยมาตรการพักชำระหนี้ครอบคลุมหนี้ทุกบัญชีรวมไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 6 เดือน โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ธนาคารของรัฐในอัตรา 4.5% 

เงินกู้-ภาษีก็มา

ส่วนมาตรการระยะต่อไป ยังมีวงเงินกู้ ซึ่งหากวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท สามารถกู้ได้ทันที ดอกเบี้ย 0% 6 เดือน ซึ่งรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยต้นทุนไม่เกิน 1% และสำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 1 ปี โดยดอกเบี้ย 0% จะใช้เฉพาะปีแรก นอกจากนี้ จะมีมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ การขยายเวลายื่นภาษี และยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับชิ้นส่วนเครื่องจักรที่เสียหายในพื้นที่ประสบภัย รวมถึงผู้บริจาคเงินช่วยเหลือนํ้าท่วมสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ขณะที่แผนระยะยาว รัฐบาลเตรียมมาตรการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โรงงาน รวมถึงมาตรการภาษีสำหรับซ่อมบ้านและซ่อมรถ ขณะเดียวกันยังเปิดให้ส่วนราชการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่เร็วขึ้นด้วย 

จ่ายค่าแรงครึ่งหนึ่ง

นอกจากนี้ ในส่วนการช่วยเหลือลูกจ้าง ที่เป็นสมาชิกประกันสังคม จะจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย 50% ของค่าจ้าง นานไม่เกิน 180 วัน สูงสุด 15,000 บาทต่อเดือน เหมือนกับช่วงโควิด รวมถึงมาตรการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการจ้างงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานได้มีการของบกลางเพื่อมาดำเนินการโครงการต่าง ๆ นอกจากนี้ ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน สามารถกู้ซ่อมบ้านได้ โดยสหกรณ์คิดดอกเบี้ยเพียง 2%  

ขณะที่ปัญหาจากภาคประกันภัย รัฐบาลยังสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งประสานบริษัทประกันภัย ให้จ่ายเคลมประกันภัยบ้าน และรถยนต์ในพื้นที่นํ้าท่วมภาคใต้ให้เงินถึงมือผู้ประสบภัยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการลดขั้นตอนการขอเคลมประกัน โดยให้ใช้เพียงรูปถ่าย ส่งทางไลน์ อีเมล หรือ แอปพลิเคชัน ให้กับบริษัทประกันภัยเป็นหลักฐานในการเคลมประกัน 

โดยสรุปแล้วมหาอุทกภัยภาคใต้ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ ที่ชี้ให้เห็นว่า ความเปราะบางทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยต่อปัญหาภัยธรรมชาติยังมีอยู่มากมาย และกลายเป็นจุดอ่อนซ้ำซากเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นการบ้านที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลต้องเร่งทำ  ไม่ใช่เพียงแค่การแจกถุงยังชีพ หรือจ่ายเงินชดเชยอย่างเดียวคงไม่พอ.