นอกจากหาดใหญ่ จังหวัดอื่นก็ท่วม พัทลุง สตูล ปัตตานี แต่ก็ต้องพูดกันตรงๆ ว่า “ความมหาวิปโยคมันอยู่ที่หาดใหญ่” เนื่องจากเป็นเมืองศูนย์กลางการเดินทางขนส่ง การค้าขาย มีสภาพเป็นเมืองใหญ่ โรงเรียน โรงพยาบาลขนาดใหญ่อยู่ตรงนั้น ธุรกิจการท่องเที่ยวก็อยู่ตรงนั้นมาก ทำให้ความเสียหายยิ่งหนักหนา เรียกว่า ถึงขั้นบางคนสิ้นเนื้อประดาตัว.. การฟื้นฟูดูแลหาดใหญ่-ภาคใต้ เฉพาะหน้าเป็นความท้าทายของฝ่ายการเมืองยิ่งยวด
มันท้าทายก็เพราะเวลาที่ “นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศจะยุบสภา มันก็เหลือแค่สองเดือน ซึ่งถ้าฝ่ายค้านจะชิงยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะชิงยุบสภาตั้งแต่ก่อนยื่น ถ้าเอาระยะปลอดภัยเรียกว่า ให้ยื่นไม่ทันก็ต้องชิงยุบสภาตั้งแต่ 12 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ..เวลาเหลือไม่นาน ทำให้แต่ละพรรคการเมืองก็ต้องมา “ทำพื้นที่ภาคใต้” คือเข้ามาช่วยเหลือดูแลให้ได้มากที่สุด
ที่มะรุมมะตุ้มกันที่ภาคใต้ ก็เนื่องจากว่า ตอนนี้เป็นพื้นที่ที่ไม่มีพรรคการเมืองไหนครองเสียงได้เด็ดขาด ประชาธิปัตย์ซึ่งครองพื้นที่มานานวันนี้ก็ระส่ำ กลุ่ม“เสี่ยต่อ”เฉลิมชัย ศรีอ่อน กลุ่ม “นายกชาย”เดชอิศม์ ขาวทอง ก็ออกจากพรรค ขณะที่ “หัวหน้ามาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เด็กในคาถานายหัวชวน หลีกภัย ปูชนียบุคคลของพรรค ที่เป็นผู้สร้างคะแนนให้พรรคในภาคใต้มานาน ..ก็กลับมานำพรรค ยังไม่รู้ว่า อภิสิทธิ์+ชวน จะดึงเสียงใต้คืนมาได้หรือไม่
ภูมิใจไทยเป็นพรรคที่เจาะยางประชาธิปัตย์สำเร็จ จากการนำของแม่ทัพใหญ่ภาคใต้ “เจ๊เปี๊ยะ”นาที รัชกิจประการ ภูมิใจไทยจึงยิ่งหวังจะยึดพื้นที่ได้มากขึ้น เลือกตั้งที่จะถึงนี้หวังไว้ถึง 30 เก้าอี้ สส. ขณะที่พรรคกล้าธรรม ชิมลางเลือกตั้งซ่อมในนครศรีธรรมราชประสบความสำเร็จ + ได้เสียง สส.ใต้จากพลังประชารัฐ ( พปชร.) ไหลเข้ามา ก็มีความตั้งใจที่จะเก็บเก้าอี้ สส.ใต้ด้วย เพื่อไทยที่ไม่ค่อยจะหวังในภาคใต้ หรือพรรคส้ม พรรคประชาชน ( ปชน.) ก็ยังต้องมาเก็บคะแนน เพราะ“หลายเขตมันมีโอกาส” จากการที่ประชาธิปัตย์แตก ..ในเขตเมือง ได้เสียงปาร์ตี้ลิสต์ก็ดี
จากท่าที่ของ หัวหน้าหนิม”จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย “เหมือนจะ”บอกว่า ตอนนี้เรื่องการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนสำคัญกว่า ขณะที่โสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ คนใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ พลิกเกมมาสวบคนจะอภิปรายคืน “ก็รัฐบาลเราบอกเวลาจะยุบสภาอยู่แล้ว ถ้ายังจะชิงยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ( ในสภาวะแบบนี้ ) ก็คงจะรู้กันว่าใครกันแน่ที่เล่นการเมือง ถ้ารัฐบาลนี้ต้องรักษาการก็ทำเท่าที่จะทำได้ ( ซึ่งไม่เต็มที่ )”
การเมืองก็ปล่อยเขาคุยกันเอง ว่า จะเคลื่อนไหวอะไรเมื่อไรจะเหมาะสม ถ้าผิดจังหวะขึ้นมาก็กลายเป็นอีเสร่อ หรือเปิดช่องให้คนด่าได้ ..ตัดกลับมาที่หาดใหญ่ เกิดเรื่องที่คนใต้มีอารมณ์ “หวิบอีตายโหง ยำแหม็ด” จากกรณีเขต 8 หาดใหญ่ ที่ข่าวออกมาราวกับแดนมิคสัญญีเจ้าประคุณเอ๋ย ..มีเจตสกีจะเข้าไปช่วย โดนไล่ยิงมา “ที่เขาแหลงกัน” คือบางบ้านในนั้นไม่ชอบให้มีคลื่นจากเจตสกี ห่วงกระจกบ้านแตก ..ต่อมา ข่าวจริงข่าวมั่วปล่อยกันเต็มโซเชี่ยลฯ ว่า เขต 8 หาดใหญ่ น่าจะซุกซ่อนของผิดกฎหมาย มีการบุกเข้าขโมยของ มีพวก“หัวหมอ”ไม่ต้องการให้ความช่วยเหลือเข้าไป เพื่อจะเก็บเงินค่าข้าว ค่าพาคนในนั้นออกนอกพื้นที่หัวละหลักหมื่นบาท
กรณีหาดใหญ่เขต 8 มันจะแรงเท่าความคิดคนติดตามสื่อจริงหรือเปล่า มันก็ตอบยาก เพราะคนติดตามสื่อ คนในพื้นที่เอง “เห็นมาไม่เหมือนกัน” แต่ที่พยายามพูดกันคือ อย่าเหมารวมคนหาดใหญ่ อย่าเหมารวมคนใต้ เพราะมีอีพวกมีปัญหาอยู่แค่หย่อมมือ ซึ่งชาวบ้านก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรเหมือนกัน ขอให้ภาครัฐเข้ามาตบเกรียนให้หลาบจำ ตรวจพบอะไรผิดกฎหมายก็จัดการให้หมดๆ ปืนเถื่อน ยา ฯลฯ กระทั่งของที่ไปลักเขามา
ภาพลักษณ์ของคนใต้ ที่พูดถึงกันผ่านสื่อหลากหลาย ไปจนถึงผ่านการเล่นมุขตลกร้ายอะไรต่างๆ ดูบุคลิกเป็น “คนแรง” เช่นประโยคที่เล่นมุขกันบ่อย “คนคอนมีปืน” ที่ดันมักจะหมายถึงปืนเถื่อน ภาษาใต้เวลาพูดมักจะเสียงดัง รัวเร็ว ยิ่งทำให้ดูเป็นคนดุ เลือดปักษ์ใต้ลักษณะคร้ามลมแดด จากการที่แรงทั้งแดดทั้งลม พายุเข้าบ่อย ฝนตกชุก
คนใต้ที่ขึ้นมาอยู่กรุงเต๊บแล้วบางคน เขามองว่า วิธีคิดแบบวัยรุ่นใต้ก็ให้ดูที่สื่อบันเทิงที่คนใต้ผลิต เช่น เพลง ก็อารมณ์เปรียบเทียบตัวเองเป็น“เด็กบ้านๆ ไม่สาไหร” แต่จะวนเวียนอยู่กับน้ำท่อม ยาสูบ เป็นแว๊น อะไรพวกนี้ อารมณ์แบบใช้ชีวิตเต็มเหนี่ยวไปเลยพี่ หรอยเบอะ.. สื่อบันเทิงใต้ไม่ค่อยมีวิธีคิดแบบมาสู้ชีวิตในเมืองใหญ่ เราฟังเพลงอีสานมักจะมาแนวๆ เข้าเมืองใหญ่มาสู้ชีวิต แต่ทางใต้ไม่ค่อยมี ภาคใต้เป็นพื้นที่ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ป่า ทะเล ไม่ต้องดิ้นรนเข้าเมืองกรุงมาก คนใต้เข้ากรุงในสื่อบันเทิง ( และดูเป็นเรื่องจริง ) มักจะมาเรียน ม.รามคำแหง
อีกเรื่องที่คนใต้ถูกนินทา คือวิธีคิด “ยิ่งหัวหมอยิ่งเก่ง” ไม่ใช่คำชม แต่อารมณ์ประมาณฉลาดแกมโกง ถ้าเอาเปรียบคนอื่นได้จะยิ่งรู้สึกตัวเองเก่ง คนที่เสนอแนวคิดนี้เขาให้ดูกรณีที่หาดใหญ่นั่นแหละ ที่ตู้รถไฟตู้ไหนบรรทุกเบียร์ ก็แห่ไปขนกันมา ไปขโมยของในร้านสะดวกซื้อ ยังมีเสียงนินทาอีกว่า เมื่อก่อนรถขนสินค้าอะไรพลิกคว่ำ ก็แห่กันไปขนของ
แต่ถ้าจะให้เหมารวมพฤติกรรมเบร้อๆ แบบนั้นเป็นคนใต้ทุกคนมันก็ไม่ถูก ..ในทุกสังคมมีทั้งคนมีหัวคิด มีคุณธรรม และมีตลาดล่าง เพียงแต่อะไรที่เป็นลบมันกระจายข่าวไปเร็ว ถูกมองเหมารวมง่าย อย่างที่ว่าปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง ก็ข่าวกระหน่ำออกซะขนาดนั้น แบบว่า ตอนน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ ปี 54 ยังไม่เห็นข่าวพฤติกรรมหยิบของลักของแบบโท่งๆ อุจาดตาน่าเกลียดขนาดนี้ ลักแล้วยังภูมิใจโพสต์รูปโชว์อีก
การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี มันต้องใช้เวลา แต่เบื้องต้นสิ่งที่คนใต้+เจ้าหน้าที่บ้านเมือง น่าจะร่วมมือกันก่อน คือ “ไม่ปล่อยให้มีเรื่องผิดกฎหมาย หรือความรุนแรงเกิดขึ้นโดยไม่ชำระสะสางความ” ถ้าเกิดเหตุอะไรแบบที่เป็นข่าว ชุมชนก็ต้องช่วยกันกดดันให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือ“นาย”ดำเนินการเร็วให้“หายหวาง”กันไปที ตลาดล่างจะได้หลาบจำไม่ทำอีก เรียนรู้หลักการว่า “ของเพื่อนไม่ใช่ของเอง อย่าลัก”
ช่วยกันกำจัดภาพไม่ดีให้หมดไปเถอะ เพื่อสวัสดิภาพในความเป็นอยู่ด้วย ต่อไปมีปัญหาอะไรเขาจะย้อนเรื่องเก่ามาอ้างเหมาๆ“ไม่ควรช่วย”



