โหล่เปรตไม่เปรตก็แล้วแต่คนคิด …แต่ในยุครัฐบาลอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร กระทรวงวัฒนธรรมได้รับการยกระดับให้โดดเด่นขึ้นมา ไม่ใช่ให้เป็นกระทรวงอนุรักษ์นิยมทำตัวเป็นแม่ครูคอยจับผิดใครแต่งตัวโป๊ หรือคอยก่นด่าเวลาใครไปอุตริทำพิเรนทร์กับพระพุทธรูป แต่เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ เพราะกระทรวงวัฒนธรรมดูแลเรื่องอัตลักษณ์ชาติ วัฒนธรรมเป็นซอฟต์พาวเวอร์ดึงดูดการท่องเที่ยว ไทยอุดมรุ่มรวยด้วยมรดกภูมิปัญญา ทั้งวัฒนธรรมแบบไทยภาคกลาง วัฒนธรรมตามภูมิภาค บางจังหวัดก็มีวัฒนธรรมของตัวเองอีก
วัฒนธรรม คือวิถีการใช้ชีวิตอันมีแบบแผน ทั้งการทักทาย เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่พักอาศัย การละเล่น อาหาร กีฬา เทศกาล, นิทานพื้นบ้าน แต่ละอย่างมันมีการสืบทอดมา และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล เอาแค่เทศกาลสงกรานต์ , มวยไทย , อาหารไทย ก็มีชื่อเสียงก้องโลก ทางพรรคเพื่อไทยเล็งเห็นเรื่องการสร้างเศรษฐกิจตรงนี้ ถึงชูจุดขายเรื่องซอฟต์พาวเวอร์อย่างแข็งขัน แต่น่าเสียดายที่ความผันผวนทางการเมืองทำให้สานต่อได้ไม่ราบรื่น
ต่อมา ในรัฐบาลเสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล ก็คงจะเริ่มเห็นว่า การท่องเที่ยวมันผูกพันกับวัฒนธรรมได้แค่ไหน “เที่ยวตามรอยวัฒนธรรม” ก็สร้างมูลค่า สร้างเศรษฐกิจได้ในระดับพื้นที่ วัฒนธรรมที่แปลกใหม่ลงลึกถึงแต่ละท้องถิ่น จังหวัดเดียวมีของดีระดับอำเภอ อย่างสมมุติว่า“จะจัดทัวร์นครศรีธรรมราช” มีเส้นทางแยกไปรับประทานอาหารแบบชุมชนพรหมโลก อ.พรหมคีรี ก็ได้ แล้วแต่ว่า ฝ่ายบริหารกลาง-ฝ่ายบริหารในพื้นที่มีกึ๋นอย่างไรในการขายของดีจังหวัด ซึ่งถ้าจะเอางานท่องเที่ยวมารวมวัฒนธรรม เราจะยิ่งคาดหวังกับตำแหน่งวัฒนธรรมจังหวัดมากขึ้น
แต่ก่อนจะพัฒนาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ ก่อนจะไปคาดหวังกับวัฒนธรรมจังหวัด วันนี้คนไทยจำนวนมากตั้งคำถามแล้วว่า “แม้แต่กระทรวงวัฒนธรรมนี่ เราหวังพึ่งได้หรือไม่ ??” โดยเฉพาะการปกป้องวัฒนธรรมไทยจากเขมร
ขณะนี้ ( จริง ๆ ก็เป็นปีแล้ว ) เขมรพยายามจะแอบอ้างว่า วัฒนธรรมไทยล้วนมาจากเขมร และสร้างตำนานเรื่องพระแก้วพระโคมาหลอกคนในประเทศมันเอง ว่า “ไทยเคยมาตีเมืองเขมร และเอาวัฒนธรรมเขมรไปหมดสิ้น” ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าอารยธรรมภาษาอะไรที่ไม่เหลือซากความเคยเป็นต้นตำรับ และด้วยหลักความจริง “ตัวนาย”ไม่เอาวัฒนธรรมของขี้ข้ามาใช้ และเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เคยใช้เรื่องพระแก้วพระโคแอบอ้างจะเคลมวัฒนธรรมไทยหรือไม่ ?
สิ่งที่แอบอ้างหนักที่สุด ณ ขณะนี้คือชุดสไบไทย แบบชุดมันสวย เขมรตื่นเต้นดีใจอยากใส่เครื่องทรงแบบตัวนาย เอาไปมโนเป็นฉากๆ ว่าคือชุดแต่งงานแบบเขมร อ้างรูปปั้นในเมืองสีหนุวิลล์ บอกว่านี่ไงหลักฐาน เป็นรูปปั้นผู้ชายเดินถือชายสไบตามหลังผู้หญิง ว่า นี่คือภาพตำนานพระทองนางนาค ..เป็นนิทานพระทองแต่งงานกับหญิงเชื้อสายนาค เกาะสไบตามลงไปเมืองบาดาล ดังนั้นชุดแต่งงานหญิงเขมรจึงมีสไบ ส่วนชุดแต่งงานชายเขมรใส่เสื้อครุยแบบเสื้อบวชนาคไทยแต่ไม่ใช่สีขาว ซึ่งเขมรเตรียมเอาชุดนี้แหละไปจดทะเบียนเป็นมรดกโลกกับยูเนสโก ว่าเป็นชุดแต่งงาน
ทำไมเขมรมาเคลมของไทยเป็นของมัน ?? ดูจากบริบทอะไรโดยรวม คิดว่า เพราะเขมรอยากเป็นไทยก็ข้อหนึ่ง เขมรอยากเอาชนะไทยก็อีกข้อ เนื่องจากการทำสงครามชายแดนที่เขมรเริ่มเองพังเอง ยังไงมันก็ฉิบหายไปเองเรื่อยๆ มันก็เลยมุ่งจะเอาชนะโดยการขโมยอัตลักษณ์ ให้รู้สึกว่า ตัวเองมีความเหนือกว่า มีความได้เปรียบชาติไทย ( ที่ตัวมันอิจฉา ) ดูจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องต้องชนะไทยมากถึงขนาดตอแหลหน้าด้านๆ สร้างประวัติศาสตร์ประโลมโลกย์ที่เชื่อกันแต่ในเขมรว่าจริง ถามหาหลักฐานอะไรให้ไปดูผนังนครวัด รูปนูนต่ำรูปเดียวมโนนิยายได้เป็นเรื่อง แล้วสมองก็หยุดแค่ผนังนครวัด ซึ่งไม่รู้โบกปูนสร้างเรื่องใหม่ไปเท่าไรแล้ว ไม่มีใครเผยแพร่รูปปัจจุบันเพราะห้ามถ่ายรูปข้างใน
มีคนแถวนี้สงสัยใส่ใจ ทำไมเขมรไม่ประกาศความเป็นอารยะอื่นโดยการพัฒนาให้ล้ำหน้าไทย ? แบบว่า สร้างตึกสูงมาโชว์เมืองแบบเมืองใหญ่เก๋ๆ ตอบให้ว่า 1. ไม่มีเงิน ที่ลงทุนเยอะๆ ก็จีน หรือพวกเทาๆ เดี๋ยวเงินก็หมด หรือไม่คุ้มจะสร้างตึกให้ผีอยู่ 2.ไม่มีสมอง ก็ไม่เคยเห็นคิดจะพัฒนาอะไร นอกจากรอแปะรูปธงชาติเขมรบนสมบัติประเทศอื่น พฤติกรรมแปะธงนี้เป็นที่น่าส่งเสริมอยู่สาเหตุเดียว ตรงที่เวลามันไปทำอะไรต่างประเทศแล้วถือธง คนจะได้รู้กันว่าชาติไหนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ต้องทำชาติอื่นระแวงพฤติกรรมขี้เท่อนี่คนที่ไหน
3.มีคนฝากข้อนี้มา บอกว่าคำสาปวรมันขลังมาก ที่ทรงสาปไว้ว่า ชนชาติไหนโค่นล้มราชวงศ์จะไม่มีวันเจริญ ก็เห็นอยู่ ..เขมรไม่ใช่ขอมชัยวรมัน เป็นพวกเชื้อชาติแตงหวานตระซอกประแอมที่เขาเกณฑ์มาเป็นแรงงานทาส
คนไทยที่รักและหวงแหนวัฒนธรรมไทยก็ไม่มีใครยอมง่ายๆ ที่อยู่ๆ จะมาชุบมือเปิบแล้วไม่พอ ยังชี้หน้าด่าคนไทยเป็นขโมยซะอีก แถมยังทำตัวหัวขโมยออนไลน์ ( กับเรื่องเรียนหนังสือ เขมรมันตั้งใจกันแบบนี้ไหม ) จะแปะรูปธงเขมรบนรูปชุดไทยใส่สไบทุกรูป ให้การรับรู้ของชาวโลกและอัลกอริธึ่มเน็ตเพี้ยน ว่านี่ชุดเขมร เวลาไทยได้ดีอะไรเช่น เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวโลก อาหารอร่อยระดับโลก เขมรจะพุ่งมาก่อนบอกว่านี่ของเขมร
คนไทยทนไม่ได้ต้องออกมาแสดงแอคชั่นเอง ออกแคมเปญแต่งตัวชุดสไบถ่ายรูปกับพระปรางค์วัดอรุณ “กระแต อาร์สยาม”ออกซิงเกิ้ลเพลง Bangkok City ส่งเสริมกิจกรรม ..เขมรเองต่อสู้แอบอ้างวัฒนธรรมไทยไม่ลดละ จัดประกวดนางงาม Miss Planet เอานางงามมาใส่ชุดสไบอ้างเป็นชุดเขมร ไปถ่ายกับนครวัด ซึ่งมีผู้ฝากถามมาว่า “ชุดสไบไทยเขาไว้ใส่อยู่เรือนชาน ไปใส่ในปราสาทหินชื้นๆ ราขึ้นดำๆ ไม่คันแย่เหรอ” ก็ต้องบอกว่าเขมรไม่มีเรือนไทยให้เคลม
ในความพยายามรักษาชุดไทยอย่างเข้มข้น ปรากฏว่ากระทรวงวัฒนธรรมเฉย จนกระทั่งมีผู้ใส่ชุดไทยไปยื่นหนังสือให้ขยับตัวทำงาน คัดค้านเขมรกันบ้าง จะรอให้มันมาเผากระทรวงก่อนหรือไร ..ปรากฏว่าพอขยับครั้งแรกก็บ้งใหญ่ ไปบอกชุดไทยเป็นวัฒนธรรมร่วม เขมรดีใจว่าไทยยอมรับมันเป็นเจ้าของชุด.. เพจกระทรวงวัฒนธรรมโดนถล่มอีกครั้งจึงโพสต์แก้ว่า “กระทรวงวัฒนธรรม ติดตามความเคลื่อนไหวสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดประเด็นความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ จะร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการตอบโต้พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยในระดับนานาชาติ
โดยจะดำเนินมาตรการปกป้องด้วยความรอบคอบและเหมาะสม และยึดหลักการดำเนินงานบนข้อเท็จจริงทางวิชาการ รวมถึงข้อกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศ ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศ”
อย่าเพิ่งหอมหูขึ้นมาจากการตอบแบบนี้ เพราะอาจเป็นการตอบแบบปัดเรื่องให้พ้นตัวไปวันๆ อารมณ์พูดว่าเดี๋ยวก่อนไปเรื่อย พอถูกถามจี้ก็ส่งเดชมาอีกว่าเดี๋ยวตั้งคณะทำงาน ตั้งคณะศึกษา เรื่องแค่นี้ดูงานเขมรเอาก็พอ ว่ามันไม่เห็นต้องตั้งคณะทำงาน คณะศึกษา คณะหารือ คณะนี่คือผู้เชี่ยวชาญอะไรมันก็ไปของมันได้เรื่อย ไทยจะทวงสมบัติตัวเองจะขมิบกระมิดกระเมี้ยนอะไรนัก ?? ขอเถอะหยุดทีที่ชี้แจงยาวแค่ไหนความหมายคือจะไม่ทำ
นี่ยังตั้งความคาดหวังว่า การที่ ครม.อนุทินเห็นความสำคัญของงานวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับงานท่องเที่ยว ยกระดับเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ จะทำให้ข้าราชการทั้งฝ่ายประจำทั้งฝ่ายการเมืองขยันขันแข็งรับความเปลี่ยนแปลง จะให้ท่องเที่ยวยั่งยืนต้องรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นเรื่องของเกียรติศักดิ์ศรี เรื่องของความเป็นชาติ มันมีความละเอียดอ่อน นาทีนี้ขอเรียกร้องให้กระทรวงตอบโต้การแอบอ้างวัฒนธรรมไทยโดยเขมรบ้าง
รัฐมนตรีใหม่อาจเป็นคนเดิม คือ “ดีด้า”ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ จะถูกจับตาหนัก ทำอะไรกับเรื่องนี้บ้าง ? กระทรวงวัฒนธรรมไม่อยากถูกย้อนกลับไปเรียกกระทรวงโหล่เปรต ก็แอคชั่นแข็งแรงหน่อย.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



