หลังจากสุดยอดภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่นบู๊ล้างผลาญยิงกันหูดับตับไหม้อย่าง Sisu (2022) สามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 14.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ทำให้ทีมผู้สร้างไม่รอช้า รีบทำภาคต่อไปออกมาให้ผู้ชมได้ยลกันใน Sisu: Road to Revenge (2025) ตัวหนังความยาว 89 นาที ภาคนี้ยังได้ผู้กำกับชาวฟินแลนด์ “ยัลมารี่ เฮแลนเดอร์” มากุมบังเหียนพร้อมเขียนบทให้เหมือนภาคแรก

ย้อนรอย Sisu (2022)
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 1944 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้จะจบลง “อตามาลี คอร์ปิ” (รับบทโดย ยอร์มา ทอมมิลา) อดีตหน่วยคอมมานโดในตำนานที่ได้รับฉายาว่า “เดอะ อิมมอร์ทัล” (The Immortal) หรือผู้เป็นอมตะ เขาผันตัวมาใช้ชีวิตอย่างสันโดษในถิ่นทุรกันดารของแลปแลนด์ ประเทศฟินแลนด์ ใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยการขุดแร่ทองคำ กระทั่งวันหนึ่งเขาเจอแหล่งทำคำขนาดใหญ่ ระหว่างตาเฒ่าเดินทางเอาทองไปขายเกิดโชคร้าย เจอกลุ่มทหาร “นาซี” ปล้นเอาทองคำและจับตาเฒ่าแขวนคอให้ตาย ทว่าเขารอดตายมาได้ การสางแค้นเอาคืนชนิดสังหารหมูยกกองร้อยนาซีจึงได้เริ่มต้นขึ้น บทสุดท้ายของเรื่อง ตาเฒ่าชิงทองกลับคืนมาได้ก่อนเอาไปฝากธนาคาร ส่วนกองทัพนาซีตุยไม่เหลือ ชาวบ้านฟินแลนด์จึงกล่าวขานถึงวีกรรมของตาเฒ่าว่า “Sisu” หมายถึง ความมุ่งมั่น ความกล้าหาญ และความทรหด แบบไม่มีวันยอมแพ้

เรื่องย่อ Sisu: Road to Revenge (2025)
หลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก “อาตามิ คอร์ปิ” ตาเฒ่านักขุดทองเดินทางกลับไปยังบ้านเก่าของครอบครัว ซึ่งถูกสังหารไปในช่วงสงคราม เพื่อรื้อถอนและนำไปสร้างใหม่ในสถานที่ที่ปลอดภัยกว่า และเพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขา ข่าวแว่วไปเข้าหู “อีกอร์ ดาโกนอฟ” ผู้บัญชาการกองทัพแดง (รับบทโดย สตีเฟ่น แลง) หนึ่งในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสังหารครอบครัวของเขา ซึ่งออกตามล่าตาเฒ่าชนิดข้ามประเทศ ตาเฒ่าจำต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่ของครอบครัว และเผชิญหน้ากับศัตรูที่มุ่งมั่นจะจบชีวิต “ชายผู้ไม่ยอมตาย”

จุดแข็ง
ภาคแรกว่าเดือดแล้ว ภาค 2 เดือดกว่า งานแอ๊คชั่นแบบยกระดับความโหดดุดิบ ชวนให้นึกถึงหนังอย่าง Evil Dead และ Mad Max: Fury Road ผู้กำกับ “ยาลมาร์” ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะในการออกแบบฉากต่อสู้ที่หลากหลายไม่ซ้ำซาก ทั้งฉากไล่ล่าด้วยมอเตอร์ไซค์ รถถัง ไปจนถึง การต่อสู้กับเครื่องบินขับไล่ ซึ่งเป็นฉากที่บ้าคลั่งสุด ๆ ดูสนุกจนผู้ชมไม่อาจตั้งคำถามถึงหลักฟิสิกส์ได้ การดำเนินเรื่องรวดเร็วกระชับไม่คุยอะไรกันมากเน้นบู๊ระห่ำ เล่าแบบ Chapter เหมือนกับการ์ตูนหรือนิยายภาพ ทำให้เรื่องมีความชัดเจนและจังหวะจะโคนที่ดี

ในส่วนของบทบาทนักแสดง “ยอร์มา ทอมมิลา” ยังคงรับบท “อาตามิ คอร์ปิ” ได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะเป็นบทพูดน้อยแต่ก็สามารถสื่อสารความเจ็บปวด ความมุ่งมั่น และความปรารถนาในความสงบได้ผ่านสีหน้าและการกระทำ ภาคนี้มีการขุดลึกถึงเบื้องหลังที่น่าเศร้าของตัวละครเล็กน้อย ทำให้ผู้ชมเข้าใจแรงจูงใจในการแก้แค้นมากขึ้น สำหรับบทตัวร้ายผู้บัญชาการกองทัพแดง “สตีเฟ่น แลง” ตัวร้ายจากหนังดังใน Avatar และ Don’t Breathe 1-2 ทำให้รู้สึกว่าตัวร้ายตัวนี้ไม่ธรรมดา มีความน่าเกรงขาม เหมาะสมที่จะเป็น “ลาสบอส” อย่างแท้จริง

จุดอ่อน
ด้วยความเป็นงานหนังที่ต้องการโชว์แอ๊คชั่นจ๋า ทำให้โครงเรื่องดูเรียบง่าย แทบไม่ได้พัฒนาตัวละครเลย นอกจากนี้บทบาทแอ๊คชั่นที่ดูโอเวอร์เหลือเชื่อจนเกินไปบางฉาก ทำให้ผู้ชมรู้สึกตลกมากกว่าน่าหวาดเสียว

5/5 งานแอ๊คชั่นที่ยกระดับจากภาคแรก เน้นลุยมากกว่าคุยเวิ่นเว้อ คอหนังแอ๊คชั่นไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง (เรทหนัง น 18+ ไม่เหมาะสมกับคุณหนูๆแน่นอน)

คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Sony Pictures Entertainment