โดยมีรายละเอียดบ่งบอกถึงความสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยที่โดดเด่นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การมุ่งเน้นการดำเนินการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คงจะหนีไม่พ้นแนวทางการอนุรักษ์แมวไทยอย่างเป็นระบบ และควรดำเนินการอย่างมีแบบแผน มีรายละเอียด มีขั้นตอนเป็นไปตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรเน้นย้ำ คือการอนุรักษ์และการส่งเสริม ต้องใช้ระยะเวลานานระดับหนึ่ง เปรียบเสมือนกรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว อย่าใจร้อน จะเอาแต่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเราเล่นกับพันธุกรรม ไม่ใช่อาหารหรือการจัดการที่เปลี่ยนแปลงแล้วจะตอบสนองทันที

“พันธุ์” (breed) กับ “สายพันธุ์” (line / strain) มีความหมายแตกต่างกัน เช่น สุนัขพันธุ์บ๊อกเซอร์สายพันธุ์เยอรมัน เราเรียกสุนัขสายพันธุ์เยอรมันบ๊อกเซอร์ ตัวล่ำหนา ขาใหญ่ แข็งแรงบึกบึน ส่วนสุนัขสายพันธุ์อเมริกันบ๊อกเซอร์จะมีลายแฟนซี ตัวบาง ผอม ดูหุ่นเหมือนนางแบบสวย แต่ทั้งคู่อยู่ในพันธุ์เดียวกันคือพันธุ์บ๊อกเซอร์ ที่มีเอกลักษณ์ประจำพันธุ์ที่เหมือนกัน เห็นก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นบ๊อกเซอร์ โดยสายพันธุ์จะเป็นการเรียกสายของการพัฒนาพันธุ์ให้เหมาะสมกับความต้องการแต่ละชุมชน สังคม ประเทศ ซึ่งจะทำให้แตกต่างกัน ในแมวไทย อาจจะเรียกเป็น สายตาสองสี สายตัวใหญ่ ฯลฯ ก็สามารถจะแบ่งสายออกไปได้ ในพื้นที่ ชุมชน หรือประเทศเดียวกัน

อนึ่ง ข้อเสนอแนวทางดังกล่าวเป็นการแสดงความรู้ร่วมไปกับการแสดงความคิดเห็นจากประสบการณ์ จึงควรพิจารณาแนวทางในการอนุรักษ์แมวไทยที่ควรทำตามขั้นตอนอย่างมีแบบแผน ดังต่อไปนี้

1. สำรวจ เก็บข้อมูลฟาร์มเพาะพันธุ์แมวไทยทั้งประเทศ สำรวจตัวสัตว์ เอกลักษณ์ที่ตรงตามมาตรฐานลักษณะประจำพันธุ์ (อุดมทัศนีย์) (breed characteristics) และประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการ

2. เก็บข้อมูลพันธุ์ประวัติ (pedigree) การถ่ายทอดพันธุกรรม และการยืนสายของแมวไทยแต่ละพันธุ์ เพื่อดูลักษณะของการถ่ายทอดพันธุกรรม หรือการจ่ายลูกของพ่อแม่ในแต่ละครอก

3. จัดประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ เจ้าของฟาร์ม นักวิชาการแมว(ไทย) บริษัทผู้ประกอบการเอกชน ฯลฯ เพื่อให้ได้ข้อสรุปรายละเอียดของลักษณะประจำพันธุ์และสายพันธุ์ทุกพันธุ์ ตั้งแต่หัวถึงหาง เก็บข้อมูลรายละเอียดของลักษณะประจำพันธุ์ของแมวไทย ตรงตามตำรา ความสวยงาม และความต้องการอนุรักษ์ให้ยั่งยืน เพื่อกำหนดให้เป็นมาตรฐานพันธุ์ในรายละเอียดที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการ

4. ให้ความรู้ในเรื่องการพัฒนาพันธุ์แมวไทยในเชิงอนุรักษ์และความสวยงามให้แก่เจ้าของฟาร์มที่คัดเลือกหรือผู้สนใจทั่วไป โดยจัดเป็นระยะ ๆ เป็นรอบ ๆ ไป (สามารถทำคู่ขนานไปได้เลย)

5. คัดเลือกฟาร์มที่ดี มีคุณภาพ เข้าร่วมโครงการ เพื่อกำหนดเป็นฟาร์มต้นพันธุ์ (seedstock) ระดับประเทศ โดยสามารถเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น ตามระยะเวลาได้ตลอดตามความเหมาะสม ไม่ใช่คัดเลือกเพียงครั้งเดียว

6. ส่งเสริมด้านอาหาร สุขภาพ การตรวจสุขภาพ วัคซีน การทำหมันแก่ฟาร์มเข้าร่วมโครงการ ทำการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อศึกษาทางด้านอณูพันธุศาสตร์ และเป็นแหล่งจีโนม (genome) ต้นพันธุ์ในการศึกษาต่อไป

7. ตั้งวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ (breeding objectives) ตามข้อ 3.

8. วางแผนการปรับปรุงพันธุ์ (breeding plans) เพื่ออนุรักษ์แมวไทยทั้ง 5 พันธุ์ให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ในข้อ 7. โดยจะต้องมีความนิ่งในระดับฝูงนิวเคลียส (ความนิ่ง คือ ลูกจะมีลักษณะเหมือนพ่อแม่ทุกประการจากการถ่ายทอดพันธุกรรม เช่น แมววิเชียรมาศ ลูกทุกตัวต้องเป็นวิเชียรมาศตามมาตรฐานที่กำหนดทุกตัว)

9. คัดเลือกแมวไทยแต่ละพันธุ์ที่ตรงตามลักษณะที่มากที่สุด ในชั่วรุ่นแรกให้วางแผนการผสมพันธุ์แบบสุ่ม (random mating) โดยกำหนดให้แมวตัวเมียสามารถจับคู่ผสมกับแมวตัวผู้ทุกตัว เพื่อให้ได้ลูกที่มีความหลากหลายในรุ่นแรก สำหรับการคัดเลือกเป็นพ่อแม่ต้นพันธุ์ตามมาตรฐานต่อไป

10. ลูกชั่วรุ่นแรกที่ผ่านการคัดเลือก (G0) จะเริ่มทำการผสมพันธุ์ของคู่ผสมที่มีลักษณะการแสดงออกแบบเดียวกัน (positive assortative mating) เพื่อให้ลักษณะเด่นนั้นคงอยู่ในสายพันธุ์แต่ละสาย เช่น ตัวใหญ่ ตาสองสี และลักษณะพิเศษอื่นๆ ลูกรุ่นที่ 2 (G1) จะทำการยืนสายเหล่านั้นเอาไว้ หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่ายืนเหล่า เพื่อให้เกิดความหลากหลายของสายพันธุ์ทั้งหมด

11. ลูกรุ่นที่ 2 หลังการคัดเลือก จะทำการผสมพันธุ์แบบเดิมหรือผสมเลือดชิด (close breeding) เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ของแต่ละสายนั้น ๆ ว่าจะพัฒนาเป็นสายพันธุ์แท้ได้หรือไม่ บางสายอาจจะล้มเหลวก็ต้องตัดทิ้งไป เช่น เกิดความเสื่อมเนื่องจากการผสมเลือดชิดรุนแรง แต่บางสายกลับจ่ายลูกตรงตามลักษณะของสายอย่างโดดเด่นก็จับมาพัฒนาต่อให้เป็นพันธุ์แท้ (purebred)

12. ทำการผสมเลือดชิดแบบเข้มข้นไป 3–5 ชั่วรุ่น โดยติดตามผลลักษณะหุ่นรูปร่างของลูกแต่ละชั่วรุ่นว่าหลุดหรือยิ่งจ่ายลูกนิ่งมากขึ้น จนแน่ใจว่า ลูกในรุ่นสุดท้ายเหมือนพ่อแม่ทุกประการโดยการถ่ายทอด ซึ่งมักจะใช้ประมาณ 5 ชั่วรุ่นขึ้นไป

13. ลูกที่ได้ คือฝูงพันธุ์และสายพันธุ์แท้ของแมวไทยแต่ละพันธุ์ ทำให้แมวไทยที่มีอยู่ไม่สูญพันธุ์อย่างแน่นอน ส่วนความเสี่ยงที่จะได้ลูกแมวพิการจากการผสมเลือดชิด จะต้องยอมรับความสูญเสียดังกล่าว

ในอดีต จำนวนประชากรและความหลากหลายของพันธุ์จากต่างประเทศน่าจะมีข้อจำกัดมากมาย ทำให้แมวไทยที่อยู่ในประเทศ สามารถคงรักษาพันธุกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ไว้ได้ ก่อให้เกิดแมวไทยลักษณะต่าง ๆ หลากหลายพันธุ์ ตามตำรา จนกระทั่งมีแมวจากต่างประเทศเข้ามาผสมพันธุ์เป็นลูกผสม จึงทำให้ลักษณะพันธุ์แท้ต่าง ๆ สูญพันธุ์ไป เนื่องจากเมื่อเอายีน เอ (A) จากพ่อ ผสมกับยีน บี (B) จากแม่ ลูกจะได้รับเป็น เอบี (AB) ตามกฎของเมนเดลในการถ่ายทอดพันธุกรรม ที่ลูกจะได้รับยีนจากพ่อและแม่คนละครึ่ง เมื่อลูกเป็นลูกผสมเอบี ยากที่จะผสมกับใครแล้วกลับไปได้ยีน เอ หรือยีน บี ที่เป็นพันธุ์แท้เหมือนเดิม และนี่คือสาเหตุที่ทำให้แมวพันธุ์ไทยหลาย ๆ พันธุ์ได้สูญพันธุ์ไป

อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการรณรงค์ควบคุมจำกัดจำนวนประชากรแมวจรจัดร่วมไปด้วย โดยการทำหมันอย่างจริงจังทั่วประเทศ จะทำให้คนไทยหันมาเลี้ยงแมวไทยกันมากขึ้น เพราะการรับเลี้ยงแมวจรจัดจะลดลง ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยไปโดยปริยาย แม้ว่าหลายคนจะชื่นชอบแมวต่างประเทศก็ตาม แต่สังเกตได้ว่าเจ้าของหลายคนไม่ได้เลี้ยงแมวตัวเดียว ด้วยเสน่ห์ของแมวไทยที่สวยขึ้น แมวไทยจะขายตัวเขาเองได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องส่งเสริมประชาสัมพันธ์เลย.

ผศ.น.สพ.ชาตรี คติวรเวช
ภาควิชาสัตวบาล คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่