ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนห้ามกระพริบตานั้น นอกจากจุดยุทธศาสตร์หลักอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” แล้ว ก่อนหน้านี้ก็ได้มีอีกชื่อหนึ่งที่ได้ปรากฏออกมา นั่นก็คือชื่อของ “คิงฟาฮัดคอสเวย์” เส้นทางคมนาคมสำคัญระหว่างซาอุดีอารเบีย กับบาห์เรน โดยพื้นที่นี้กำลังได้รับความสนใจ…

เพราะมี “ชื่ออยู่ในลิสต์โจมตี” ของอิหร่าน

ทำให้พื้นที่นี้เป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

ที่โลกโฟกัส” เหมือนกับช่องแคบฮอร์มุซ

เกี่ยวกับข้อมูลน่าสนใจของ “จุดโฟกัสใหม่ของโลก” อย่าง คิงฟาฮัดคอสเวย์ (King Fahd Causeway) ที่อิหร่านขู่จะโจมตีนั้น ข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อนี้เป็นข้อมูลที่เผยแพร่อยู่ใน เฟซบุ๊กการต่างประเทศ กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ที่ได้อธิบาย “ความสำคัญ” ของเส้นทางนี้ไว้ โดยให้ข้อมูลว่า… “คิงฟาฮัดคอสเวย์” เป็น “เส้นเลือดสำคัญ” ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของซาอุดีอารเบียและบาห์เรน รวมถึงมีความสำคัญในทาง “ภูมิรัฐศาสตร์สูงมาก”

ทั้งนี้ สำหรับ “ประวัติ” ของพื้นที่สำคัญแห่งนี้ เฟซบุ๊กการต่างประเทศ กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ให้ข้อมูลระบุว่า… “คิงฟาฮัดคอสเวย์” เป็นโครงข่ายสะพานและถนนที่ทอดยาวข้ามอ่าวเปอร์เซีย ที่เชื่อมบาห์เรนเข้ากับซาอุดีอาระเบีย ผ่านสะพานหลาย ๆ ช่วงที่เรียงต่อกันท่ามกลางหมู่เกาะเล็ก ๆ โดยโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 1960 ก่อนจะก่อสร้างจริงในยุคของกษัตริย์ฟาฮัด และได้เปิดใช้งานปี 1986 เพื่อยกระดับการเชื่อมต่อภูมิภาค ให้เป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และเป็นเส้นทางสำหรับผู้คนในกลุ่มประเทศGulf Cooperation Council”

เหล่านี้คือความเป็นมาเส้นทางดังกล่าว

จากความสำคัญดังกล่าวนี้เอง จึงทำให้ “คิงฟาฮัดคอสเวย์” นอกจากจะสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการเมืองแล้ว เส้นทางนี้ยังเชื่อมโยงพันธมิตรหลักในภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เส้นทางนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่กลับเป็น “กลไกสำคัญ” ที่สะท้อนถึงความร่วมมือและอำนาจในตะวันออกกลาง…และนี่เป็นความสำคัญโดยสังเขปของเส้นทางนี้

ในขณะที่ “ข้อมูลทางเทคนิค” ของคิงฟาฮัดคอสเวย์นั้นแหล่งข้อมูลเดิมให้รายละเอียดว่า… เส้นทางนี้เป็นเครือข่ายสะพานและเขื่อนดินยาวรวม 25 กิโลเมตร กว้าง 23.3 เมตร โดยมีเกาะเทียมอยู่บริเวณกึ่งกลางสะพาน ซึ่งเกาะเทียมนี้มีพื้นที่รวมประมาณ 660,000 ตารางเมตร และ เป็นที่ตั้งของด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ของทั้งสองประเทศ ทำให้ผู้เดินทางจึงหยุดตรวจเพียงจุดเดียวเท่านั้น เพื่อผ่านแดนทั้งสองประเทศ โดยแต่ละปีมีผู้ใช้บริการมากกว่า 33 ล้านคน…และนี่เป็นข้อมูลจำเพาะ

น่าสนใจของเส้นทาง “คิงฟาฮัดคอสเวย์”

ทำไมเส้นทางนี้จึงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วย? สำหรับคำอธิบายเรื่องนี้ในแหล่งข้อมูลเดิมได้มีการระบุว่า… เนื่องจาก “คิงฟาฮัดคอสเวย์” จากซาอุฯ ไปสู่บาห์เรน เป็นเส้นทางไปสู่ที่ตั้งของ กองเรือที่ 5 (U.S. Fifth Fleet) ของกองทัพเรือสหรัฐ จึงไม่แปลกที่เส้นทางนี้จะถูกอิหร่านมองว่า… เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย จึงนำไปสู่การขู่โจมตีเส้นทางที่สำคัญเส้นทางนี้ เพราะอิหร่านมองเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ นั่นเอง

แล้วถ้ามีการโจมตีจริง ๆ จะส่งผลเช่นไร? …สำหรับคำตอบเรื่องนี้ แหล่งข้อมูลเดิมวิเคราห์และสะท้อนไว้ ประมาณว่า… หากเส้นทางดังกล่าวถูกโจมตีจนเสียหาย หรือใช้การไม่ได้ จะไม่เพียงกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น แต่จะยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมไปถึงทั่วโลกด้วย เพราะจะทำให้การค้าและการขนส่งที่เคยผ่านเส้นทางนี้ หรือผ่านระหว่างซาอุฯ และบาห์เรน หยุดชะงัก จนส่งผลทำให้ยานพาหนะหลายหมื่นคันต่อวันที่เคยใช้เส้นทางนี้ ต้องเปลี่ยนไปพึ่งการขนส่งทางเรือ ซึ่งช้ากว่าและมีต้นทุนสูงขึ้นหลายเท่า แน่นอนว่า… ย่อมทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าต่าง ๆ มีแนวโน้มสูงขึ้นตาม

ขณะเดียวกันในส่วนภาคอุตสาหกรรมของบาห์เรน เช่น การกลั่นน้ำมัน การเงิน โลจิสติกส์ ก็จะกระทบอย่างหนักจากการขาดแคลนวัตถุดิบที่เคยนำเข้าผ่านเส้นทางนี้ ส่วนฝั่งซาอุฯ จะกระทบในเรื่องการส่งออกสินค้าและพลังงานบางส่วนที่อาจต้องชะลอตัวลง ด้วยเหตุนี้จึงสะท้อนว่า… “คิงฟาฮัดคอสเวย์” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นทางคมนาคมเส้นทางหนึ่งเท่านั้น…

แต่เป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคนี้

นอกจากนั้น เฟซบุ๊กการต่างประเทศ กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ยังชี้ถึง “ผลกระทบกับไทย” ในกรณีที่ถ้าหาก คิงฟาฮัดคอสเวย์ถูกโจมตี จนไม่สามารถใช้งานได้ว่า… หากเส้นทางนี้หยุดชะงักผลกระทบจะขยายไปไกลถึงเศรษฐกิจโลก ทำให้ ไทยต้องเจอผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องพลังงาน เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเชื่อมต่อซาอุฯซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่กับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เมื่อการขนส่งผ่านเส้นทางนี้หยุดชะงัก จะทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น รวมไปถึงทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งสินค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น นี่ยังไม่รวมถึง “สินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ” ที่มาจากตะวันออกกลาง

นี่เป็นภาพ “ผลกระทบวิกฤติ” ที่จะตามมา

ที่จะสร้างปัญหากระทบทั่วโลก รวมถึงไทย

หาก “อิหร่านเลือดขึ้นหน้า” ตัดสินใจโจมตี

คิงฟาฮัดคอสเวย์” อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญนี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์