โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มรูปแบบ และผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ที่มีเงินออมน้อย เผลอ ๆ บางรายไม่มีเงินออมด้วยซ้ำไป
มีงานวิจัยจากแบงก์ชาติ ที่ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ มากถึง 14 ล้านคน และในจำนวนนี้มีมากถึง 5.4 ล้านคน หรือประมาณ 38% ที่ยังต้องทำงานอยู่
เหตุผลใหญ่ เพราะหลายคนต้องทำงานเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวต่อไป ซึ่งข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 67 ผู้สูงอายุไทยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 10,728 บาท น้อยลงจากก่อนเกษียณเกือบหนึ่งทีเดียว จากที่เคยได้เแลี่ยประมาณเดือนละ 22,050 บาท
ที่หนักไปกว่านั้น ยังพบว่า ผู้สูงอายุเกือบครึ่ง หรือประมาณ 42.7% ที่กำลังแบกหนี้สินเฉลี่ยสูงถึงคนละ 130,505 บาท หรือมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่เดือนละประมาณ 2,208 บาท ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการซื้อกินซื้อใช้ในชีวิตประจำวัน
เป็นเรื่องจริงที่ว่า แม้จะเกษียณแล้วแต่ยังต้องกินต้องใช้จ่าย ซึ่งจากงานวิจัยเองระบุว่า ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของผู้สูงอายุอยู่ที่เดือนละ 8,125 บาท โดยค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกคือเรื่องสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น แม้คนไทยจะมีเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุสูงสุดที่เดือนละ 1,000 บาท ก็ตาม
ดังนั้นถ้าเบี้ยผู้สูงอายุไม่พอใช้ชีวิต คนไทยกลุ่มเกษียณแล้วมีเงินออมพอใช้แค่ไหน จากข้อมูลพบว่า 44% ของผู้สูงอายุไทยไม่มีเงินออม หรือหากมีพอออมก็ไม่มากเท่าใดนัก
ด้วยเหตุนี้การผลักดันเรื่อง “หวยเกษียณ” จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตา เพราะคนไทยเองก็นิยมเรื่องของการเสี่ยงโชค อยู่แล้ว หากไม่มีแรงดึงดูดการจะหันมาออมเงินเองก็อาจเป็นเรื่องที่เกิดยาก
ใด ๆ แล้ว ปัญหาทั้งหมดก็จะตกหนักมาอยู่ที่ภาระของเงินงบประมาณ ที่ต้องใช้ไปกับเรื่องของผู้สูงอายุในหลากหลายรูปแบบ เบ็ดเสร็จแล้วรัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณไปจำนวนไม่น้อยทีเดียว
ความพยายามผลักดันเรื่องหวยเกษียณ จึงเกิดขึ้น และตามกระบวนการในเวลานี้ ถือว่า เบ็ดเสร็จเรียบร้อย เพราะกฎหมายออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ เวลา นี้คงเหลือเพียงแค่การออกประกาศกระทรวงเพื่อออกใช้
ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของเงินรางวัล ที่ต้องขออนุมัติเงินงบประมาณ เพื่อนำมาจ่ายให้กับผู้ออม ตกแแล้วต่อปีประมาณ 700 กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่มากนัก
แต่เหนืออื่นใด ก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยอย่างไร เพราะอย่าลืมว่า แนวทางการออมเงินผ่าน “สลากออมเงิน” นั้น ในเวลานี้ต้องยอมรับว่า เป็นไปไม่ได้แล้ว
เพราะล่าสุด…สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตีความทางข้อกฎหมายออกมาชัดเจนแล้วว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้
เหตุผลใหญ่ ก็เป็นเพราะว่า… การจะจัดทำสลากออมเงิน นั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการทำสลากกินแบ่งรัฐบาล แถมยังถือว่าเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ
ตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ แล้ว สำนักงานสลากฯ มีหน้าที่ผลิต จำหน่าย ออกรางวัล ไม่ได้มีหน้าที่ส่งเสริมการออม ดังนั้นถือว่ามีความชัดเจนแล้วว่าทำไม่ได้
ดังนั้นบรรดาคอหวย ที่คิดว่าจะได้เงินจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในแต่ละงวด แบบที่เรียกว่า ถ้าไม่ถูกรางวัล ก็ไม่สูญเปล่า เพราะยังมีเงินออมหลงเหลืออยู่ ก็คงต้อง “อกหัก”
ขณะเดียวกันก็ต้องมาจับตาดูว่า ถ้ารัฐบาลของนายอนุทิน ยังคงเดินหน้าผลักดันให้หวยเกษียณ หรือสลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ (สลาก กอช.) เดินได้ต่อไป
นั่นเท่ากับว่า…ประชาชนคนไทยก็ยังมีโอกาสที่จะมีเงินออม จากการเสี่ยงโชค ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ย่อมต้องดีกว่าการซื้อสลากฯหรือล็อตเตอรี่ ที่ถ้า “ถูกกิน” ก็หมดกระเป๋า เงินหายไป 100%
แต่ถ้ามีโชค ถูกรางวัล ก็มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าในงวดนั้นจะ “เข้าทาง” หรือโชคหล่นทับ เป็นจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ แต่สำหรับรางวัลใหญ่แล้ว คงมีโอกาสเพียงแค่ 0.0001% เท่านั้น ส่วนเลขหน้าและท้าย 3 ตัว 4 รางวัล อยู่ที่ 0.4% เลข 2 ตัวอยู่ที่ 1%
ขณะที่หวยเกษียณนั้น เงินทุกบาทที่ซื้อสลากจะเป็นเงินออมใน กอช. และถอนได้เมื่ออายุ 60 ปี พร้อมรับผลตอบแทน โดยผู้ซื้อต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถลุ้นรางวัลได้ทุกสัปดาห์ รางวัลที่ 1 สูงถึง 1 ล้านบาท มี 5 รางวัล มีรางวัลที่ 1 เงินรางวัล 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล
ทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องมาดูกันต่อไปว่า เมื่อคอหวยอกหักจาก “สลากออมเงิน” ไปแล้ว จะอกหักจาก “หวยเกษียณ” ด้วยหรือเปล่า!!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



