สำหรับข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.. 2567 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2568 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มกราคม 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่ง กทม.ได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาระบบการจดทะเบียนสัตว์เลี้ยงอิเล็กทรอนิกส์ การหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง NGOs และภาคเอกชน รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย และคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร รับฟังรายงานความคืบหน้าเรื่องการจดทะเบียนสัตว์เลี้ยง ได้ประชุมติดตามงานอย่างใกล้ชิด

กฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมจำนวนสัตว์เลี้ยงและลดปัญหาสัตว์จรจัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งขั้นตอนการจดทะเบียนสุนัขและแมว 1. เจ้าของสัตว์พาสุนัขและแมวไปรับการฉีดฝังไมโครชิป 2.ยื่นคำขอจดทะเบียนสัตว์ 3.รับบัตรประจำตัวสัตว์ และสามารถพาสุนัขและแมวไปฉีดฝังไมโครชิปโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ คลินิกสัตวแพทย์กรุงเทพมหานคร 8 แห่ง หรือหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ของกรุงเทพมหานคร แต่หากไม่สะดวก สามารถฉีดฝังไมโครชิปที่คลินิก/โรงพยาบาลสัตว์ของเอกชน หรือโรงพยาบาลสัตว์ของรัฐ/คณะสัตวแพทย์ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายตามที่แต่ละหน่วยงานกำหนด พร้อมรับใบรับรอง (คลส. 1) เพื่อนำมายื่นคำขอจดทะเบียนสัตว์ต่อไป

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียน ประกอบด้วย 1. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของสัตว์ 2. ทะเบียนบ้านที่สัตว์อาศัยอยู่ (ในพื้นที่ กทม.) 3. ใบรับรอง (คลส. 1) และ 4. หนังสือยินยอมจากผู้ให้เช่า ในกรณีเป็นผู้เช่า โดยยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่ คลินิกสัตวแพทย์หรือหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ของกรุงเทพมหานคร (ให้บริการครบวงจรทั้งฉีดฝังชิปและจดทะเบียนในที่เดียว) สำนักงานเขต หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางเว็บไซต์ https://petregis.bangkok.go.th/ และขณะนี้จากการสำรวจประชากรสุนัขและแมว ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีสุนัข 54,860 ตัว มีแมว 124,194 ตัว โดยสุนัขได้รับการฉีดฝังชิปและจดทะเบียนแล้ว 34,296 ตัว (62.5%) แมวได้รับการฉีดฝังชิปและจดทะเบียนแล้ว 13,768 ตัว (11.09%)

ด้านการดำเนินงานระยะถัดไปจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อกำหนดพื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์แต่ละประเภท รวมถึงเน้นย้ำเรื่องการจดทะเบียนก่อนกฎหมายบังคับใช้ โดยสัตว์เลี้ยงเดิม (เลี้ยงก่อน 10 ม.ค. 69) จะไม่ถูกจำกัดจำนวนที่เลี้ยง คือหากเลี้ยงเกินจำนวนที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ก็ยังสามารถเลี้ยงต่อได้จนกว่าสัตว์นั้นจะสิ้นอายุขัย ซึ่งสำหรับสุนัขและแมวขอให้มาฉีดฝังไมโครชิปและจดทะเบียน ส่วนสัตว์อื่น เช่น ม้า, นก, เป็ด ขอให้แจ้งจำนวนที่เลี้ยง ก็จะสามารถเลี้ยงต่อจนสิ้นอายุขัยได้เช่นกัน ทั้งนี้ ประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์เกินกว่าจำนวนที่กำหนด ให้แจ้งภายในวันที่ 9 เม.ย. 69 กรณีสัตว์เลี้ยงใหม่ (เลี้ยงหลัง 10 ม.ค. 69) จะจำกัดจำนวนการเลี้ยงตามข้อบัญญัติ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุนัขและแมวต้องมีการฉีดฝังไมโครชิปและจดทะเบียน

เหลือระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือนสุดท้าย ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ให้เร่งขยายบริการให้ทั่วถึง สื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนทราบ เนื่องจากปัจจุบันยังมีประชาชนจำนวนมากไม่เข้าใจรายละเอียด พร้อมสั่งการให้ผู้บริหารเขตทุกพื้นที่ตรวจสอบสภาพรั้วโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กป้องกันสุนัขจรจัดเข้าพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยของเด็กและบุคลากร

อย่างไรก็ตามในการประชุมครั้งล่าสุด คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานครเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารของเจ้าหน้าที่เขตต้องตรงกัน คือ “สัตว์เลี้ยงเก่า ไม่จำกัดจำนวน แต่ต้องฝังชิปและจดทะเบียน ส่วนสัตว์เลี้ยงใหม่ จำกัดจำนวน และต้องฝังชิปและจดทะเบียน” โดยกฎหมายจะบังคับใช้ 10 ม.ค. 69 แต่จะมีระยะเวลาผ่อนผันให้สามารถแจ้งสัตว์เลี้ยงเกินจำนวนภายใน 3 เดือน และเริ่มบังคับใช้จริงจังตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 69 เป็นต้นไป ในส่วนของลูกสัตว์ที่เกิดเกินจำนวนภายหลังข้อบัญญัติฯ มีผลบังคับใช้ (10 .. 69) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า หากยังเกินจำนวนหลังระยะเวลาผ่อนผัน (9 เม.ย. 69) จะประสานช่องทางอุปการะหรือรับมาดูแลที่ศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สำหรับสุนัขและแมวในวัดนั้น ข้อบัญญัติฯ นี้ ยังไม่ครอบคลุมโดยตรง เนื่องจากสุนัขและแมวในวัดไม่มีเจ้าของ โดยแนวทางเบื้องต้น หากสุนัขหรือแมวที่มีพระหรือฆราวาสแสดงตัวเป็นเจ้าของ ให้เจ้าของมาดำเนินการฉีดฝังชิปและจดทะเบียน หากเป็นสุนัขหรือแมวจรจัดที่มาอาศัยอยู่ในวัด ให้ดูแลตามแนวทางสัตว์จรจัด อาทิ ทำหมัน ฉีดวัคซีน แต่หากดุร้ายหรือเป็นปัญหาจนเกิดข้อร้องเรียน ให้ประสานกรุงเทพมหานครนำออกจากวัด.