นอกเหนือความเสียหายที่ปรากฏชัดเจนจากสภาพที่อยู่อาศัยและทรัพย์สิน ความเสียหายทาง“จิตใจ”กลับเป็นสิ่งที่อาจไม่ทันสังเกตแต่สำคัญ และเป็นผลพวงระยะยาว

โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำหลายครอบครัวหมดตัวชั่วพริบตา อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา “ทีมข่าวอาชญากรรม” สำรวจภาพจิตใจหลังวิกฤติ สิ่งที่อาจต้องสังเกตมากขึ้น เพื่อหยุดยั้งเหตุเลวร้ายไม่นำไปสู่การจบชีวิต

นพ.วรตม์  โชติพิทยสุนนท์ รองโฆษกกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกรมสุขภาพจิต สะท้อนสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามหลังสถานการณ์เฉพาะหน้าคลี่คลายว่า ในช่วงเกิดเหตุคนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และการสูญเสียทรัพย์สิน แต่ปัญหาสุขภาพจิตมักถูกมองข้าม ทั้งจากตัวผู้ประสบภัยเองที่เร่งฟื้นฟูบ้าน รีบกลับไปทำงาน หรือพยายามใช้ชีวิตให้“กลับสู่ปกติ” โดยไม่ทันสังเกตสภาพจิตใจของตนเอง

ผลที่ตามมาคือ หลายคนมีปัญหาสุขภาพจิตแอบแฝง เช่น ความเศร้าเรื้อรัง ความรู้สึกว่างเปล่า ความเงียบที่ไม่สื่อสารกันในครอบครัว หรือความรู้สึกไร้ค่า ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแล อาจสะสมและพัฒนาไปสู่ภาวะที่รุนแรงขึ้น

การลงพื้นที่ของทีม MCATT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) ทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นอีกมาตรการที่เข้าไปช่วยคัดกรอง ติดตามระดับความเสี่ยงเพื่อจำแนกเข้าระบบรักษาก่อนลุกลาม  

หลังวิกฤติไม่ได้แปลว่าปลอดภัยทางใจ…ทันที    

นพ.วรตม์ ชี้ในทางการแพทย์เป็นที่รู้กันว่าหลังวิกฤติรุนแรง ความเสี่ยงโรคทางจิตเวชจะสูงกว่าสถานการณ์ปกติหลายเท่า งานวิจัยทั่วโลกรวมถึงประสบการณ์ในไทยพบว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติจะพบจำนวนผู้ป่วยทางจิตเพิ่มขึ้นในพื้นที่นั้น โดยเฉพาะวิกฤติที่มีการสูญเสียชีวิตในวงกว้าง

การเฝ้าระวังไม่สามารถกำหนดตายตัวว่าจะ 6 เดือน หรือ 1 ปี แต่ต้องติดตามไปจนกว่าจะไม่พบผู้ที่มีความเสี่ยง  ผู้มีความเสี่ยงน้อยอาจหยุดติดตามได้ก่อน ผู้ที่มีความเสี่ยงปานกลางต้องติดตามต่อเนื่อง ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะต้องเข้าสู่ระบบการรักษาระยะยาว ซึ่งบางรายจำเป็นต้องรักษาในรพ.

ความแตกต่าง การสังเกต 3 ระยะ         

การดูแลสุขภาพจิตหลังภัยพิบัติ แบ่งเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่ 1.ระยะสั้น ช่วง 72 ชม.แรกหลังสิ้นสุดวิกฤติ 2.ระยะกลาง หลังผ่านพ้น 1 สัปดาห์ และ 3.ระยะยาว หลังจากนั้นเป็นช่วงหลายเดือนหรือเป็นปี ปัจจุบันอยู่ระยะกลางต่อเนื่องสู่ระยะยาว ทีม MCATT พยายามกระจายกำลังลงพื้นที่ให้ครอบคลุมที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่เมืองใหญ่ที่อาจเข้าถึงได้ยาก

อย่างไรก็ตาม หากยังไม่ได้รับการประเมินสิ่งที่สามารถสังเกตเองเบื้องต้น เช่น รู้สึกเศร้ามากขึ้น เบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่สามารถทำงาน หรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรือมีความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ ถือเป็น“สัญญาณ”เตือน หากพบอาการเหล่านี้ควรขอคำปรึกษา

จากสถิติ นพ.วรตม์  ระบุ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ กลุ่มใกล้ชิดเหตุการณ์ตรง ได้แก่ ญาติผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บ โดยเฉพาะที่บาดเจ็บรุนแรง ส่วนผู้อยู่ห่างไกลเหตุการณ์แต่ติดตามข่าวหากเป็นผู้มีสภาพจิตใจเปราะบาง หรือมีปัญหาสุขภาพจิตเดิมอาจได้รับผลกระทบรุนแรงได้เช่นกัน

กลุ่มเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงบุคลากรและอาสาสมัครที่ช่วยเหลือในภาวะวิกฤติ ซึ่งทำงานหนักต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดหลายด้าน

ผลพวงวิกฤติน้ำท่วม เครียดต่างจากวิกฤติอื่น ?                  

ทุกเหตุการณ์ที่มีสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ล้วนเสี่ยงต่อสุขภาพจิตสูง แต่ระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของแต่ละครอบครัว หากสามารถช่วยเหลือกัน ไม่โทษกัน ดูแลและให้กำลังใจกันต่อเนื่อง ความรุนแรงของผลกระทบจะลดลงได้ โดยชุมชนมีบทบาทสำคัญที่หากร่วมกันจะฟื้นฟูทั้งกายและใจเร็วขึ้น

“ข้อสำคัญคือ ไม่ควรละเลยสุขภาพจิตระหว่างการฟื้นฟูร่างกาย การมีสติ ยอมรับความรู้สึกของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ยอมรับว่าตนเองกำลังเศร้า เหนื่อย หรืออ่อนแอ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นความเข้มแข็งอีกรูปแบบหนึ่ง” นพ.วรตม์ ทิ้งท้าย.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน