ตั้งแต่การส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ไปจนถึงการต่อสู้กับวัฒนธรรม “โวค” หรือการตื่นรู้ และการเพิ่มแรงดันน้ำของฝักบัว ทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง โดยคำสั่งฉบับล่าสุด คือ การประกาศให้เฟนทานิลเป็น “อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง”


คำสั่งฝ่ายบริหารอย่างน้อย 221 ฉบับ ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมาย และไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ได้รับการเผยแพร่ในรัฐกิจจานุเบกษา ซึ่งจำนวนข้างต้นมากกว่าประธานาธิบดีคนอื่น เช่น นายโจ ไบเดน, นายบารัค โอบามา และนายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารโดยเฉลี่ย 30-40 ฉบับต่อปี


มีเพียงอดีตประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ จากพรรคเดโมแครตเท่านั้น ที่ออกคำสั่งฝ่ายบริหารในอัตราใกล้เคียงกับทรัมป์ และทำสถิติลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเกือบ 4,000 ฉบับ ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ 4 สมัย ระหว่างปี 2476-2488 กระนั้น กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และสงครามโลกครั้งที่สอง


อนึ่ง ทรัมป์ปกครองสหรัฐโดยอาศัยคำสั่งฝ่ายบริหาร แม้พรรครีพับลิกันของเขา ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสก็ตาม ซึ่งนายจอห์น วูลลีย์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา กล่าวว่า คำสั่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสื่อสาร และเป็นวิธีส่งสัญญาณไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สำคัญว่า เขากำลังผลักดันความคืบหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย


การวิเคราะห์ข้อมูลทางการของรัฐบาลวอชิงตันโดยสำนักข่าวเอเอฟพี เผยให้เห็นว่า คำสั่งฝ่ายบริหารส่วนใหญ่ หรือคิดเป็นเกือบ 60% เกี่ยวข้องกับประเด็นภายในประเทศ ขณะที่นโยบายต่างประเทศมีสัดส่วนไม่ถึง 10% และคำสั่งที่เหลือครอบคลุมเรื่องจิปาถะ


แต่ก็มีการตั้งคำถามว่า การปกครองโดยคำสั่งฝ่ายบริหารมีประสิทธิภาพหรือไม่ เนื่องจากคำสั่งหลายฉบับถูกโต้แย้งในศาล ซึ่งเว็บไซต์กฎหมายอิสระ “จัสต์ ซีเคียวริตี” ที่เชื่อมโยงกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ระบุว่า คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ถูกท้าทายในศาล “มากกว่า 20%”


อย่างไรก็ตาม วูลลีย์กล่าวว่า ทรัมป์ไม่ได้กลัวว่าจะถูกโจมตีเกี่ยวกับเนื้อหาของคำสั่ง เพราะเขาจงใจทดสอบขอบเขตของกฎหมาย และเดิมพันกับประเด็นสำคัญเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐจะเห็นด้วยกับมุมมองเขา เกี่ยวกับอำนาจบริหาร


ทั้งนี้ การวิเคราห์ของเอเอฟพี เกี่ยวกับภาษาและคำศัพท์ที่ใช้ในคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ แสดงให้เห็นถึง “สไตล์ที่ตรงไปตรงมาอย่างเป็นเอกลักษณ์” โดยเขาใช้คำกริยาว่า “บังคับใช้” (impose) มากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐสามคนก่อนหน้าถึง 5 เท่า
ยิ่งไปกว่านั้น ภาษาของทรัมป์ยังดูมีความรักชาติมากกว่า เนื่องจากเขาพูดถึง “ชาติ” และ “ประชาชนชาวอเมริกัน” บ่อยกว่าไบเดน โอบามา และบุช ประมาณ 2-3 เท่า และมากกว่า 2 เท่า ตามลำดับ


ความแตกต่างอีกประการหนึ่งคือ ทรัมป์โจมตีรัฐบาลชุดก่อนบ่อยครั้ง และคำสั่งฝ่ายบริหารของเขามากกว่า 15% สามารถระบุได้ว่าเป็น “การแก้แค้น” ซึ่งวูลลีย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐคนไหน ออกคำสั่งโจมตีนักวิจารณ์และฝ่ายตรงข้ามอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้เลย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP