เคยถูกชวนลงทุนกันไหม แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร…
จากข่าวคราวส่งท้ายปี กรณีดาราสาวชวนคนใกล้ชิดลงทุนในกิจการ“ทิพย์” ปลุกกระแสจับตา เพราะประเด็นเหล่านี้ไม่ไกลตัว มีกรณีเสียหายเกิดขึ้นต่อเนื่อง จำนวนไม่น้อยถูกชวนจากคนใกล้ชิด
การชักชวนแบบไหนมีสัญญาณความเสี่ยง สิ่งที่ควรสังเกตก่อนลงทุนมีอะไรบ้าง “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถาม พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ ถึงรูปแบบการชักชวนลงทุนธุรกิจในประเทศไทย และธุรกิจแอบแฝงแชร์ลูกโซ่ ไปจนถึงข้อควรระวัง ลดโอกาสตกเป็นผู้เสียหาย โดยเริ่มต้นชี้ว่า การลงทุน เป้าหมายคือ การชวนให้ไปลงทุนประกอบธุรกิจจริง มีตัวผลิตภัณฑ์จริง
ส่วน“แชร์ลูกโซ่”มีคุณสมบัติที่ปรากฏเหมือนกันคือ มีการชวนให้ไปร่วมธุรกิจ ร่วมลงทุน แต่ไม่มีธุรกิจนั้นอยู่จริง หรือแม้ประกอบธุรกิจจริง แต่เป็นธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างรายได้เหมือนคำโฆษณา
ประชาชนต้องเข้าใจความต่างของรูปแบบการหลอกเกี่ยวกับเงินและการลงทุน เพราะมักได้ยินคำว่า “การฉ้อโกง การฉ้อโกงประชาชน แชร์ลูกโซ่ และการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา” ทั้งหมดมีองค์ประกอบความผิดแตกต่าง การฉ้อโกง ที่มีใจความสำคัญคือ 1.แสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง แต่พูดสร้างเรื่องราว 2.บอกความจริงไม่ครบถ้วน ทั้งสองส่วนล้วนมุ่งที่เงินและประโยชน์จากผู้เสียหาย มีเจตนาทุจริตหรือหลอกมาแต่ต้น

“ในการฉ้อโกง ให้จำไว้เสมอว่าจะไม่มีพฤติการณ์ตอบแทนกลับไป กล่าวคือ จะไม่มีการเสนอผลตอบแทนให้ผู้เสียหาย แต่ผู้กระทำผิดจะมุ่งหลอกเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายเท่านั้น”
ความต่างระหว่าง“ฉ้อโกง กับฉ้อโกงประชาชน” ฉ้อโกงธรรมดา คือ การหลอกคนต่อคน มุ่งไปที่บุคคลนั้น ๆ แต่ฉ้อโกงประชาชน จะมุ่งขยายขอบเขตไปที่คนทั่วไป ไม่จำกัดจำนวน เช่น เผยแพร่ผ่านโซเชียล เพื่อให้มีผู้เสียหายหลงติดกับดัก ทั้งฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชนมี“จุดเหมือน”ที่มุ่งเอาทรัพย์สิน โดยไม่มีการจ่ายผลตอบแทนกลับ
ส่วนแชร์ลูกโซ่ ตามความผิดแห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2547 ไม่ว่าจะเป็นการรับเงิน รับทรัพย์สิน รับผลประโยชน์อื่นใด การกู้เงิน การยืมเงิน มีการชวนลงทุน มีการหาสมาชิก อ้างผลตอบแทน/ดอกเบี้ย ทั้งหมดเข้าข่าย แต่อีกมิติ“การกู้ยืมเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย”ก็มีเช่นเดียวกันคือ การกู้ยืมเงินตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างกัน
แต่ถ้าการกู้ยืมเงินนั้นมีดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี จะมีกฎหมายอีกฉบับเกี่ยวข้องทันทีคือ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ความสำคัญอีกข้อคือ หากการชักชวนลงทุน/กู้ยืม เสนอผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยที่กำหนด และคนที่ให้กู้ยืมรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถประกอบธุรกิจและเสนอจ่ายผลตอบแทนตามที่โฆษณา หรือไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจได้ ก็เรียกว่าแชร์ลูกโซ่เช่นกัน ยกตัวอย่าง คดีดังแชร์น้ำมันแม่ชม้อย แชร์ Forex-3D แชร์ดิไอคอน เป็นต้น

พ.ต.ต.วรณัน ชี้“จุดอ่อน”ที่ทำให้มักตกเป็นผู้เสียหายก็เพราะการชักชวนจากคนใกล้ชิด จึงลงทุนด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ประกอบกับเครดิตความน่าเชื่อถือของผู้ชักชวน การอ้างผลตอบแทนสูง และมีการจ่ายผลตอบแทนจริงช่วงแรก ทำให้ตายใจ นับแต่โควิด-19 มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์แบบ“ซึ่งหน้า”น้อยลง เน้นไปใช้ช่องทางโซเชียลสื่อสารกัน สร้างความสนิทสนม ทั้งที่ชีวิตจริงไม่เคยเจอกัน ไม่รู้จักชื่อ-สกุล
ปัจจุบันการหลอกลวงออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น มีทั้งเปิดวงแชร์ในเฟสบุ๊ค สร้างเพจปลอมหลอกระดมทุน เมื่อสามารถขุดบ่อวางกับดักล่อปลาตัวใหญ่ให้มาลงทุนได้ก็จะปิดเฟสบุ๊คหนี ลอยแพ
ในคดีอาญาส่วนใหญ่ ผู้เสียหายที่เป็นผู้ชวนคนอื่นมาลงทุน 90 % มักอ้าง“ตนไม่รู้ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ หรือไม่รู้ว่าแชร์จะล้ม” พนักงานสอบสวนต้องพิสูจน์เจตนา แต่ 10 % มีแน่นอนที่เป็นคนคลุกวงในไปกับเจ้าของแชร์ หรือมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุน เพราะคนเหล่านี้มักได้ค่าตอบแทนมากกว่าผู้อื่นสูงผิดปกติ เมื่อสามารถหาคนลงทุนหรือไปช่วยโฆษณา
กรณีผู้ชักชวนให้ลงทุน อ้างบัญชีถูกอายัด ในฐานะผู้ลงทุนไปแล้ว สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่ถูกอ้างได้โดยตรง ด้วยการระบุไปว่าต้องการสอบถามในฐานะผู้เสียหาย โดยหลักการบุคคลใดถูกอายัดบัญชีมักต้องมีเลขคดีแล้ว ให้สอบถามผู้นั้นว่า“หน่วยงานใดอายัด และอายัดเพราะเหตุต้องคดีใด“เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริง

หากเทียบการเห็นผลตอบแทนสูง กับถูกชักชวนจากคนใกล้ชิด ทั้ง 2 แบบล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เมื่อพฤติกรรมมนุษย์เชื่อสิ่งที่“Real” เห็นเงินจริง ได้จริง ทำจริง และเห็นว่าคนชวนก็ได้เงินจริง จนมองเป็นโอกาส และหากมีแค่เงินแม้ผลตอบแทนสูง แต่ถ้าใกล้ชิดไม่ชวน บางคนก็ลังเล แต่พอเป็นคนใกล้ชิดจะยิ่งมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจ
ดังนั้น ดีที่สุดคือต้องกลับไปไตร่ตรอง ตรวจสอบข้อมูล คำนึงถึง“ข้อเสี่ยง” พร้อมฝากครอบครัวดูแลผู้สูงอายุที่ยังเข้าถึงบัญชีในแอปพลิเคชัน อาจถูกตีสนิท นำเสนอความโลภล่อลวง ส่วนคนรุ่นใหม่ที่อยากรวยไว อยากให้วิเคราะห์ว่า“ธุรกิจ” ถ้าประกอบกิจการด้วยการใช้เงินลงทุนน้อย แต่อ้างผลตอบแทนสูง เป็นไปได้หรือไม่
“หากง่ายเช่นนั้น ธุรกิจเหล่านี้ควรเข้าหาสถาบันการเงิน เพื่อรับการประเมินวงเงินจากธนาคารไปประกอบธุรกิจ ขยายการเติบโต ไม่ใช่ขอระดมเงินจากคนทั่วไป อ้างว่าจะทำให้ทุกคนรวยไปด้วยกัน”
พ.ต.ต.วรณัน ยังสะท้อนมุมมองช่วงที่เศรษฐกิจแย่เช่นนี้ว่าจะยิ่งเป็นโอกาส และแรงเสริมให้การหลอกลงทุนเพิ่มขึ้นกว่าเดิม เพราะมิจฉาชีพจะรู้ว่าคนลงทุนหวังนำเอาเงินไปวางไว้ที่การลงทุนต่าง ๆ เพื่อให้เงินงอกเงยได้บ้าง แต่ข้อเท็จจริงมันมีคนประเภท“รู้ทั้งรู้” ว่าธุรกิจนั้นคือ “แชร์ลูกโซ่” แม้จะเสี่ยงแชร์ล้มในอนาคต แต่ก็ยังเดินหน้า รีบเข้าไปลงทุน กอบโกย ชวนคนหน้าใหม่เข้า แล้วตัวเองก็รีบออกจากวงแชร์ ซึ่งคนกลุ่มนี้คือ ผู้สนับสนุนการกระทำผิด

พ.ต.ต.วรณัน ประเมินสถานการณ์คดีแชร์ลูกโซ่ที่ผ่านมา และแนวโน้มลักษณะการหลอกลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะการมีระบบเอไอ ที่เรียกว่า Generative AI (Gen-AI) จะทำให้วีธีการหลอกลวงมีความเเนบเนียนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าใช้ AI ช่วยเทรด ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์แผนการตลาด ใช้ AI จัดการกลยุทธ์ทางธุรกิจ เป็นต้น
“เจตนาพิเศษของ AI เหล่านี้ย่อมมีคนอยู่เบื้องหลังที่เซ็ตระบบไว้ ซึ่งต้องพิสูจน์หาตัวตน และยิ่งในช่วงหลัง เราจะเห็นว่ามีกลุ่มคนที่รับหน้าที่สอนการ Prompt AI คือ การป้อนคำสั่ง ข้อความเข้าไปเพื่อให้ AI สร้างสรรค์ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ ซึ่งมันเป็นเหรียญสองด้านว่าบุคคลนั้นจะใช้ในทางที่เป็นด้านดี หรือด้านลบต่อวงจรธุรกิจการลงทุน”
ดังนั้น ทิ้งท้ายฝากถึงประชาชนใช้วิจารณญาณให้รอบคอบ ศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุนในธุรกิจใด ๆ เพราะต้องยอมรับว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ยังคงเกิดขึ้นวนเวียนในสังคมไทย หากมีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็ไม่ตกเป็นเหยื่อ ไม่สูญทรัพย์สิน
“ข้อสำคัญคือ อย่าเชื่อ อย่าตัดสินใจลงทุนง่าย ๆ เพียงเพราะคนที่ชักชวนเราเป็นคนใกล้ชิดน่าเชื่อถือ และได้ผลตอบแทนจริง แต่เราต้องเข้าใจรูปแบบธุรกิจนั้นให้ถ่องแท้ด้วยตัวเองเสียก่อน”.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



