นายอารอน เลห์แมน เกษตรกร และประธานสหภาพเกษตรกรรัฐไอโอวา จ่ายค่าประกันสุขภาพในราคาสูงอยู่แล้ว แต่เบี้ยประกันของเขาจะพุ่งสูงขึ้นในเดือนนี้ เมื่อเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางสหรัฐหมดอายุลง หลังพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ปฏิเสธที่จะขยายเวลาเงินอุดหนุนดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับโครงการประกันสุขภาพ “โอบามาแคร์” หมายความว่า เลห์แมนอาจต้องเลื่อนการปรับปรุงฟาร์มของเขาออกไป โดยเขากล่าวว่า เขากับภรรยาจ่ายค่าเบี้ยประกันประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 15,773 บาท) แต่หลังจากนี้ พวกเขาคาดว่าจะต้องจ่ายเงินประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 41,000 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า


ชาวอเมริกันมากกว่า 20 ล้านคน ทั้งจากกลุ่มรายได้ต่ำและกลุ่มรายได้ปานกลาง กำลังเผชิญกับค่าประกันสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อยืดเยื้อที่ส่งผลกระทบต่อครัวเรือน และเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ ผู้เคยให้สัญญาว่าจะลดค่าครองชีพ เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่สอง เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน


ด้านนางออเดรย์ ฮอร์น วัย 60 ปี จากรัฐเนแบรสกา ซึ่งเป็นรัฐที่ทรัมป์ชนะอย่างขาดลอยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2567 กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายรายเดือนของเธอจะเพิ่มขึ้น 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,467 บาท) ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเครียดมากสำหรับหลายคน เพราะชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายเงินเพิ่มอีก 300 ดอลลาร์สหรัฐหรือมากกว่านั้นต่อเดือน นอกเหนือจากค่าผ่อนบ้าน ค่าประกันรถยนต์ และค่าของชำ


อนึ่ง โครงการโอบามาแคร์ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2553 ในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ทำให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนเข้าถึงการประกันสุขภาพมากขึ้น โดยโครงการนี้ยังรวมถึงความช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งได้รับการขยายขอบเขตและเสริมความแข็งแกร่ง ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19


อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนชั่วคราวข้างต้นกำลังจะสิ้นสุดลง อีกทั้งประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้งด้านงบประมาณ ระหว่างพรรครีพับลิกันกับพรรคเดโมแครต เมื่อเดือน ต.ค.-พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐ หรือภาวะชัตดาวน์ เป็นเวลานานถึง 43 วัน


พรรคเดโมแครตเรียกร้องให้ขยายเวลามอบเงินสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น แต่พรรครีพับลิกันคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าเป็นภาระมากเกินไปสำหรับผู้เสียภาษี อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และไม่สามารถควบคุมค่าประกันสุขภาพที่สูงขึ้นได้


แม้การประมาณการของรัฐบาลวอชิงตัน คาดว่าการหมดอายุของเงินสนับสนุน จะทำให้ชาวอเมริกัน 4 ล้านคน สูญเสียประกันสุขภาพในอีก 10 ปีข้างหน้า กระนั้น นายแมตต์ แมคกอฟ จากคลังสมองนโยบายสุขภาพ “เคเอฟเอฟ” กล่าวว่า ชาวอเมริกันอีก 10 ล้านคน อาจไม่มีประกันสุขภาพ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภายใต้ร่างงบประมาณเกี่ยวกับตลาดประกันสุขภาพ และโครงการเมดิกเอด (Medicaid) ที่ได้รับเงินทุนจากรัฐ ซึ่งให้บริการแก่ชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อย


นอกจากนี้ แมคกอฟเตือนว่า สิ่งนี้อาจนำไปสู่การเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นสำหรับชาวอเมริกันทุกคน โดยผู้ที่มีประกันสุขภาพ จะต้องจ่ายเงินค้างชำระของผู้ที่ไม่มีประกันสุขภาพแทน.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES