หลังประสบความสำเร็จจากภาคแรก หนังก็เดินหน้าต่อยอดต่อในภาค 2 กับสุดยอดหนังไทยแนวสยองขวัญที่คอหนังสยองไม่สามารถปล่อยผ่านได้ใน “พนอ 2” เรื่องราวของละครสุดไอคอนิก “คุณครูพนอ” จากหนัง “ลองของ” โดยคุณก้องเกียรติ โขมศิริ (ผู้กำกับคนเดิมจากจักรวาลลองของ และ ขุนพันธ์) หยิบจับมาเล่าเรื่องราวในอดีต ด้วยฝีมือผู้กำกับ “พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว”

ย้อนรอย พนอ 1
“พนอ” เด็กสาวที่เกิดมาในวันปล่อยของ ทำให้เธอโดนตราหน้าว่าเป็นกาลกิณี ใครอยู่ใกล้มักจะมีอันเป็นไป ทว่าใครจะรู้เลยว่า พนอ เกิดมาพร้อมกับความสามารถราวกับผู้วิเศษ เธอสามารถดูดเอาสิ่งของชั่วร้ายมาไว้ในตัวเอง ทำให้เหยื่อที่โดนของเล่นงานกลับมาเป็นปกติ “พนอ” อาศัยอยู่กับแม่ชื่อ “นวล” (รับบทโดย น้ำตาล ชลิตา) เป็นคนเล่นของเช่นกัน โดยมีรอยสักยันต์เต็มแผ่นหลัง ซึ่งเป็นมรดกทางไสยศาสตร์ที่ส่งต่อมาถึงลูกสาว

เวลาผ่านไปเด็กสาวเติบโตเป็นวัยรุ่น ชีวิตที่สงบสุขกลับถูกทำลาย เมื่อเหล่าคนเล่นของ ต้องการพลังวิเศษในตัวเธอมาไว้ครอบครอง ท้ายที่สุดตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังก็คือ “ครูใหญ่” ซึ่งเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเธอเองได้จับ “พนอ” ไปทำพิธีบูชาภาชนะ สืบทอดวิชาไสยศาสตร์ แต่ “พนอ” ขัดดขืน ก่อนจะใช้พลังของเทพสามตา สังหารเจ้าลัทธิสามตากับพวกอย่างสยดสยอง

เรื่องย่อ พนอ 2
เมื่อเด็กสาวก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เธอไล่ตามความฝันที่อยากเป็น “ครู” แต่เพราะพลังของเทพสามตายังคงตามหลอกหลอน ทำให้เธอเกิดความทรมานร่างกายจิตใจ “มะสุรี” ผู้เป็นป้า (พี่สาวแม่) ได้ใช้มนต์ขาวลบความทรงจำพร้อมตั้งชื่อใหม่ว่า “ฟ้า” เพื่อให้เธอสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ แต่เหมือนเวรรกรรมจะยังไม่หมด “พนอ” เจอกับรุ่นพี่เกเร พยายามกลั่นแกล้งหาเรื่องทำของใส่ อีกทั้งยังโดน “สารวัตรชาตรี” มือปราบมนต์ดำ ที่ต้องการครอบครองพลังของเธอตามไล่ล่าเอาชีวิต เรื่องราวของ “พนอ” ในรั้วมหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างไร ติดตามกันได้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

จุดแข็ง การแสดงของ “เฌอปราง” สามารถถ่ายทอดความกดดัน ความแค้น และความน่ากลัวของตัวละคร “พนอ” ในแบบ “นิ่งแต่ลึก” ซึ่งทำให้ตัวละครดูโตขึ้นกว่าภาคแรกอย่างชัดเจน การปูพื้นเรื่องในภาคนี้ทำให้ดีกว่าภาคแรก เพราะทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสาร และเอาใจช่วย “พนอ” ไปพร้อม ๆ กับความรู้สึกสยดสยอง สำหรับงานCGI ยังคงรักษามาตรฐานความสยองได้ดีเยี่ยม มีการนำเสนอฉากการทรมานเหยื่อได้อย่างสมจริง ลุกจากเบาะหนังแล้วยังมีหลายซีนที่ภาพยังติดตาไม่หาย ยกให้เป็นหนังสยองระดับขึ้นหิ้งอีกเรื่องของไทยแน่นอน

จุดอ่อน
การดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเร็ว ทำให้จังหวะของหนังดูรวบรัดตัดตอน โดยเฉพาะ “บทของรุ่นพี่ในรั้วมหาวิทยาลัย” ซึ่งยังไม่มีความละเอียดมากพอที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ว่า ทำไมรุ่นพี่เกลียดชัง “พนอ” ถึงขั้นต้องรุมทำร้าย หรือพยายาม “บูลี่” รุ่นน้องอย่างรุนแรง เป็นเพียงเพราะเกลียดขี้หน้า รวมไปถึงมองว่า “พนอ” พยายามเรียกร้องความสนใจเท่านั้น ที่สำคัญบทของ “อิมเมจ-สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ” ในฐานะ “ครูวิไล” ซึ่งเป็นเหมือนแสงสว่างในการนำทางให้ “พนอ” อยากเป็นครู กลับมีบทบาทน้อยเกินไป ซึ่งหากให้ความสำคัญได้มากกว่านี้ ก็จะสามารถตรึงอารมณ์ของผู้ชมได้มากกว่าหลายเท่าตัว

4/5 กะโหลก สำหรับภาคต่อของ “ครูพนอ” ที่เชื่อว่าจะสานต่อความสำเร็จจากภาคแรกได้ไม่ยากเย็น คอหนังสยองขวัญน่าจะถูกใจสุด ๆ แต่สำหรับคุณหนู ๆ น้อง ๆ เรื่องนี้เรทหนัง น18+ แนะนำว่า ไม่ควรรับชมเพราะเดี๋ยวภาพติดตาเอาไปฝันร้ายได้

คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Fivestarmovies