ว่า…สุดท้ายแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์โศกนาฎกรรม จนเกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
แต่! คนที่ต้องได้รับโทษ กลับไม่เกิดขึ้นเลยสักครั้ง โดยเฉพาะผู้รับเหมารายใหญ่ที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ได้แต่ออกแถลงการณ์ขอโทษ แล้วเรื่องก็หายเงียบเข้ากลีบเมฆ
เหตุการณ์ “เครนถล่ม” ทั้งกรณีทับรถไฟ ที่อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จนมีผู้เสียชีวิต 32 ราย รวมถึงเหตุการณ์ “เครนถล่ม” ทับรถยนต์ บนถนนพระราม 2 ในวันรุ่งขึ้น จนมีผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย
หรือแม้แต่กรณี “ตึกสตง.ถล่ม” ที่มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บนับร้อยราย ที่กลายเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568
ทั้ง ๆ ที่ผู้รับเหมา บริษัทที่ปรึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นรายเดิม ๆ แถมสาเหตุก็ปรากฏชัดเจน ว่าเกี่ยวข้องกับ “คุณภาพ” ของเครื่องไม้ เครื่องมือและวัสดุในการก่อสร้าง
แม้จะเป็นที่รู้ดีกันอยู่ว่าในวงการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน หนทาง ตึกอาคาร ต่างถูกตัดทอนด้วยเงิน “ใต้โต๊ะ” ในสารพัดรูปแบบ
ว่ากันว่า… ตัวเลขของเงินใต้โต๊ะ การทุจริตคอรัปชั่น แต่ละปีมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งก็เท่ากับ 2-3% ของจีดีพีไทย แม้หลายฝ่ายจะออกมารวมพลังกันต่อต้าน ต่อสู้
แต่ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น แล้วก็ลงเอย ด้วยภาพ เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้มีอะไรที่ดีขึ้น จนเห็นได้ชัดเจน ทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุ ก็มีแต่การ “แฉ” แต่ไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาที่จริงจัง
ต่อให้ล่าสุดภาครัฐ ได้ออกประกาศใช้ข้อบังคับใหม่ที่เรียกว่า “สมุดพกผู้รับเหมา” เพื่อยกระดับมาตรฐานและปิดทางบรรดาผู้ประกอบการที่ไร้ความรับผิดชอบออกไปจากระบบ
แต่จะทำให้ได้มากน้อยแค่ไหน? เรื่องนี้ ต้องรอดูกันต่อไป เพราะทุกวันนี้ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการล้อมคอกการทุจริต ก็มีอยู่มากมาย แต่ “การบังคับใช้” อย่างจริงจัง ก็มีอยู่เพียงน้อยนิด
อย่างที่รู้กันดีอยู่เต็มอก ว่าเรื่องของ “อำนาจ” และ “ผลประโยชน์” นั้นกัดกร่อนฝังรากลึกในสังคมไทย มานานแสนนาน และแฝงอยู่ในทุกวงการ
อย่างไรก็ตาม “สมุดพกผู้รับเหมา” ที่กระทรวงการคลัง ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ที่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 ม.ค.69
ได้กลายเป็น “คู่มือ” ที่สำคัญ ที่จะเอาจริงเอาจังกับบรรดาผู้ประกอบการที่ไร้ความผิดชอบ ทั้งเรื่องของการตัดคะแนนและลดขั้น หากผลงานไม่เป็นไปตามสัญญา หรือมีข้อบกพร่อง ก็ถูกตัดคะแนน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อระดับขั้นและโอกาสในการชนะการประมูลงาน
ที่สำคัญ หากพบพฤติกรรม ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือทรัพย์สินรัฐ เสียหายร้ายแรง รวมไปถึงการทุจริต ยื่นเอกสารเท็จ กรมบัญชีกลางมีอำนาจสั่งเพิกถอนทะเบียนได้ทันที
และ…เมื่อผู้ประกอบการถูกเพิกถอนทะเบียนจากความประมาท ก็จะถูกห้ามขึ้นทะเบียนใหม่เป็นเวลา 2 ปี แต่หากเป็นกรณีทุจริตเอกสาร จะถูกแบนเป็นเวลา 3 ปี
ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้ว ยังต้องรอดูกฎหมายลูก ที่กรมบัญชีกลาง อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน ที่คาดว่าจะออกมาภายในปลายเดือนนี้ อีกครั้ง
แนวทางทั้งหมดที่ออกมา ก็เป็นเพียงแค่การ “ล้อมคอก” เท่านั้น แต่การจะสกัดกั้นไม่ให้เกิดการ “ซิกแซก” อย่างแท้จริง อาจไม่มีให้เห็น ถ้าตราบใดที่ระบบยังไม่สามารถก้าวข้ามเรื่องของ “ผลประโยชน์” ได้อย่างแท้จริง!!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



