ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ “ทีมช่องทางทำกิน” นำมาประมวลพิเศษช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ไปแล้วนั้น  ในวันนี้คอลัมน์นี้ก็มี “กลยุทธ์ของสินค้าแฮนด์เมด”  มานำเสนอให้พิจารณากันต่อ โดยมียุทธวิธีเด่น ๆ น่าสนใจที่ผู้ประกอบการนิยมนำมาใช้ ประกอบด้วยแนวทางต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

            “ชูจุดขายชิ้นเดียวในโลก เป็นอีกหัวใจสำคัญของสินค้างานแฮนด์เมดในโลกการค้ายุคใหม่ โดยพบว่ามีผู้ประกอบการหลายรายนำเทคนิคดึงดูดความสนใจ ด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการออกแบบชิ้นงานที่สั่งทำด้วยตัวเอง  เช่น กิ๊ฐติดผมเรซิน ที่ทางร้านให้ลูกค้าเลือกโทนสีของดอกไม้ได้ด้วยตัวเอง หรือสินค้าพวงกุญแจผ้า ที่ลูกค้าสามารถปรับแต่งชิ้นงานได้ตามความต้องการ เป็นต้น จนทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจจากประสบการณ์ที่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบสินค้า

“ลงทุนน้อย แต่ได้มูลค่าสูง” โดยการเลือกใช้วัสดุที่หาซื้อได้ง่าย มีต้นทุนไม่สูงมาก แต่ในำมาเพิ่มความโดดเด่นด้วยทักษะที่ชำนาญให้กับชิ้นงานที่ทำขึ้น เช่น ดอกไม้ลวดกำมะหยี่ ที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง แต่นำเอาเศษผ้าที่มีทุนวัสดุไม่สูงมาก มาเพิ่มมูลค่าด้วยเทคนิคการปักลดลวดลายเพื่อทำเป็นกิ๊บติดผม จนเปลี่ยนวัสดุที่ราคาหลักสิบเป็นชิ้นงานที่มีมูลค่าหลักร้อยได้

“ภูมิปัญญา + ดีไซน์” โดยนำผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมมาปรับให้ดูทันสมัย และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น งานกระเป๋ากระจูดเพนต์ลาย ที่เพิ่มมูลค่าตะกร้าสานด้วยการนำมาผสมผสานกับดีไซน์สมัยใหม่ เพื่อสร้างสตอรี่ให้สินค้า

“ขายเทรนด์รักษ์โลก” เพื่อจับเทรนด์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาเป็นจุดขาย เช่น สินค้าอีโค พรินต์ ที่นำเอาสีสันของใบไม้และดอกไม้มาพิมพ์ลวดลายลงบนผ้า เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่เป็น Green Consumer

“บุกตลาดออนไลน์” เพราะการค้าขายยุคนี้ ฝีมือดีอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ แต่จำเป็นจะต้องรู้จักทเคนิคที่จะทำให้สินค้าเป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมาย หรือต้องรู้จักใช้เครื่องมือเพื่อทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าผ่านโซเชียลที่กลุ่มเป้าหมายนิยม

และทั้งหมดนี้ก็เป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อฝีมือดีบวกเข้ากับกลยุทธ์ที่เหมาะสมก็จะสามารถเปลี่ยนงานอดิเรกเป็นธุรกิจทำเงินได้แน่นอน และที่สำคัญแนวทางต่าง ๆ เหล่านี้ เอสเอ็มอีก็สามารถนำเอาไปประยุกต์ปรับใช้ได้เช่นเดียวกัน.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]