ศึกสนามเลือกตั้งคึก แต่ละพรรคการเมืองต่างโชว์ของขายฝัน ปั้นโยบายออกมาเรียกคะแนน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การรันตีว่า 8 ก.พ.2568 ได้เตรียมแผนจัดการเลือกตั้งสส.เป็นการทั่วไป ควบคู่ไปกับการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ไว้เรียบร้อยแล้ว จึงต้องมาว่ากันต่อในสูตรการจัดตั้งรัฐบาล และทิศทางการเมืองไทยหลังจากนี้ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” ต้องมาสนทนากับ ศ.ยุทธพร อิสระชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ฉายภาพหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร
“อาจารย์ยุทธพร” กล่าวเปิดประเด็นว่า “การเลือกตั้ง” เกิดแน่นอน เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แต่มีบทบัญญัติอีกว่า “หากมีเหตุความจำเป็นจากภัยพิบัติ หรือเหตุจำเป็นอื่นใดกกต.สามารถเลื่อนการเลือกตั้งเฉพาะในพื้นที่นั้นๆได้” ดังนั้นจะไปฟ้องให้การเลือกตั้ง เป็นโมฆะไม่ได้
การเลือกตั้งรอบนี้ไม่ถึงกับเงียบ แต่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ซึ่งมีปัญหามาจากการที่กกต.ไม่รณรงค์ให้คนตื่นตัว โดยเฉพาะการลงประชามติ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะพร้อมกับการเลือกตั้ง แทบจะเงียบเหงาไปเลย ยิ่งไม่สามารถออกเสียงล่วงหน้าได้ ทำให้ต้องไปใช้สิทธิ 2 รอบ ถือเป็นปัญหาเชิงบริหารจัดการของกกต. ทั้งที่ กฎหมายประชามติปี 2568 ให้กกต.สามารถจัดทำประชามติด้วยรูปแบบวิธีการอื่นได้ เช่น การใช้ไปรษณีย์ การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใดที่มีความปลอดภัย แต่กกต.ไม่หยิบมาใช้ อ้างว่าจะปัญหาเรื่องการยืนยันตัวตน บัตรตกหล่นสูญหาย บัตรมาไม่ทันเวลา นี่เป็นปัญหาในเชิงการบริหารจัดการทั้งนั้น ไม่ใช่ปัญหาในข้อกฎหมายเลย
ส่วนที่ 2 ที่กกต.บกพร่อง คือ การรณรงค์ให้ประชาชนได้เห็นเนื้อหาสาระของการประชามติ ไม่เช่นนั้นครั้งนี้ก็จะกลายเป็นประชามติบนความว่างเปล่า ขนาดคนที่ติดตามข่าวสารยังไม่เข้าใจถ่องแท้ แต่ ณ วันนี้สิ่งที่กกต.ทำคือการพิมพ์กระดาษเล่ม 1 บาง ๆ แจกตามบ้าน ขณะที่พรรคการเมืองผู้สมัครทำได้แค่ไหนกกต.ก็ไม่ชัดเจน
“การลงประชามติยิ่งจะเงียบเหงามากกว่าการเลือกตั้ง ตัวเลขหนึ่ง ที่เห็นคือตัวเลขผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ.กับ คนลงทะเบียนใช้สิทธิ์ประชามตินอกเขตในวันที่ 8 ก.พ.มีช่องว่างห่างกันถึง 6 แสนคน แล้วแนวโน้มที่เขาจะไปทั้ง 2 วันเป็นไปได้ยาก”

@ มองสูตรการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร
คิดว่ามี 3 สูตรที่เป็นไปได้ สูตร 1 พรรคภูมิใจไทย+พรรคเพื่อไทย+พรรคกล้าธรรม+พรรคเล็ก และแยกเป็น 1.1 ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นของภูมิใจไทย ส่วน 1.2 ตำแหน่งนายกฯ อยู่กับพรรคเพื่อไทย
สูตร 2 ภูมิใจไทย+พรรคประชาชน+พรรคประชาธิปัตย์ +พรรคเล็ก ตำแหน่งนายกฯ เป็นของภูมิใจไทย
สูตร 3 พรรคประชาชน+เพื่อไทย+ประชาธิปัตย์+พรรคเล็ก ผมให้น้ำหนักในสูตรที่ 1 มากกว่า
“ส่วนสูตรฝ่ายค้าน สูตรที่ 1 พรรคประชาชน+พรรคประชาธิปัตย์ สูตรที่ 2 เพื่อไทย+กล้าธรรม สูตร 3 ภูมิใจไทย+กล้าธรรม”
@ สูตรตั้งรัฐบาล พรรคประชาชน+ประชาธิปัตย์ แต่ประชาธิปัตย์เงื่อนไขชัดว่าร่วมหรือไม่ร่วมกับใคร
วันนี้มีการหยิบประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 ซึ่งชัดเจน ว่ามีเพียงพรรคเดียวที่ไม่ยกมือคือ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” จากพรรคประชาชน แต่ก็มีคำอธิบายว่า ไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 แต่โดยมาตรา 255 การจะไปแตะต้อง แก้ไขระบบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐนั้นทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ถึงขั้นที่จะปิดประตูตายสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ในการที่จะไม่จับมือกับพรรคประชาชน แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคกล้าธรรมเป็นประตูที่ค่อนข้างปิดตายมากกว่า เพราะ “อภิสิทธิ์” ประกาศชัดว่าไม่ร่วมกับ “กล้าธรรม” ไม่สนับสนุน “ร.อ.ธรรมนัส”

@ ถ้าการจัดตั้งรัฐบาล ไม่มีกล้าธรรมจะเกิดการล้างแค้น หรือแฉอะไรหรือไม่
ก็เป็นไปได้ แต่อย่าลืมว่าสูตรที่ 2 ภูมิใจไทย+ประชาชน+ประชาธิปัตย์ แล้วปล่อยให้แดงกับเขียวไปอยู่กับฝ่ายค้าน พรรคภูมิใจไทยต้องอยู่บนเงื่อนไขที่มีที่นั่งทะลุ 160 ขึ้นไป หรืออาจจะถึง 180 ถึงจะกล้าใช้สูตรนี้ เอากล้าธรรมที่เคยร่วมรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้าน แต่ถ้าได้ไม่ถึง 160 ที่นั่ง คิดว่าจะใช้สูตร 1 คือจับกับ “เพื่อไทยและกล้าธรรม” แล้วให้ “ประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชน”เป็นฝ่ายค้าน
@ แต่ละพรรคการเมืองจะมีสส.มากน้อยอย่างไร
อันดับ 1 พรรคภูมิใจไทย น่าจะได้ 140-150 ที่นั่งเพราะได้เปรียบที่อยู่ในอำนาจรัฐ มีฐานเสียงบ้านใหญ่มาร่วม อันดับ 2 ให้พรรคประชาชน 120-130 ลดลงจากครั้งที่แล้ว ในส่วนขอสส.แบ่งเขต โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต ซึ่งโดนล็อคจากบ้านใหญ่ ส่วนบัญชีรายชื่อคิดว่าจะได้เท่าๆ เดิม อันดับ 3 เพื่อไทย 100-120 ที่นั่ง คิดว่าไม่มีโอกาสต่ำร้อยได้ง่าย ๆ เพราะแม้จะมีเลือดไหล แต่พอดูแล้ว ไหลออกแค่ 8% กว่าๆ เท่านั้น ขณะเดียวกันก็มีตระกูลการเมืองไหลเข้ามาเยอะเช่นเดียวกัน และระยะหลังกระแส “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์”ก็ตีตื้นขึ้นมาได้
ส่วนกล้าธรรมแม้ว่าไม่ค่อยเห็นดีเบต หรือโซเชียล แต่ใช้วิธีการล็อคเป้าหัวคะแนนและเจาะระดับพื้นที่ มีโอกาสได้ 40-50 ที่นั่งจากบ้านใหญ่ และเครือข่ายทางการเมือง
ขณะที่ “ประชาธิปัตย์” 20-25 ที่นั่ง เพราะแม้จะมาแรง แต่มีการเปลี่ยนผู้สมัครหน้าใหม่เยอะ และอดีตสส.เกือบทั้งพรรคย้ายไปอยู่กับกล้าธรรม ดังนั้นอาจจะไม่ได้เยอะเหมือน ที่หวัง อย่างมากก็ได้ในเขตพื้นที่ประมาณ 15 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ ประมาณ 10 ที่นั่ง “พรรคประชาชาติ” 8-10 ที่นั่ง อีกกว่า 20 ที่นั่งก็เป็นพรรคขนาดเล็กรวมๆ กัน

@ พรรคประชาชน ตอนนี้มีกระแสเอี่ยวเรื่องสีเทา จะกระทบกับคาดการณ์ที่นั่งหรือไม่
ก็ยังได้ที่ 2 อยู่ เพราะเขายังมีฐานแฟนคลับ แล้วการถูกมรสุมจากหลายฝ่าย ก็เป็นไปได้ที่อาจจะเป็นแรง ขับเคลื่อนให้กลุ่มคนที่สนับสนุนเขาออกมามากขึ้น เชื่อว่าจึงมีโอกาสอยู่ที่ 2 แต่ก็ต้องระวังการเบียดขึ้นมาของเพื่อไทยเพราะฐานคนที่เลือกส้มแดงใกล้เคียงกันมาก ถ้าคนส่วนหนึ่งที่อยู่พรรคส้มเขาไม่เลือกแล้ว ก็อาจจะไปที่พรรคสีแดงได้
ถ้าพรรคประชาชนไม่ได้เป็นที่ 2 โอกาสสูงที่จะหลุดจากสมการที่วางไว้ หรือต่อให้มาเป็นที่ 1 ก็จัดตั้งรัฐบาลได้ยาก อยู่ดีเพราะวิศวกรรมการเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกออกแบบให้เกิดการแยกส่วนระหว่างกลไกในสนามเลือกตั้งและกลไกการจัดตั้งรัฐบาล
@ พื้นที่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ถูกจับ เป็นพื้นที่ความหวังของเขาหรือไม่
ในกรุงเทพฯถือเป็นพื้นที่ความหวัง เพราะในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาชน ได้สส.32 เขต จากทั้งหมด 33 เขต บวกกับสส.บัญชีรายชื่อ ดังนั้นเกือบ 70% ของสส.พรรค เขาจึงคาดหวังที่กทม. แต่ครั้งนี้มีโอกาสลดเหลือ 20 เขต เพราะเปลี่ยนตัวผู้สมัคร 10 คน ซึ่งมีทั้งขยับไปอยู่บัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกัน 44 สส. ดังนั้นบวกกับกระแสพรรคที่ลดลง เพื่อไทยอาจแทรกตัวกลับมาได้ 4-5 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 1-2 ที่นั่ง และภูมิใจไทย อาจจะได้สัก 1-2 ที่นั่งก็เป็นไปได้
ส่วนอายุของรัฐบาล อยู่ที่เป็นรัฐบาลของพรรคการเมืองใด ถ้าเป็นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาชนอาจอยู่ได้ไม่ครบวาระ ส่วนรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยน่าจะมีโอกาสอยู่ได้ยาวกว่า แต่การอยู่ครบเทอมเป็นเรื่องยาก
“การเมืองหลังการเลือกตั้งคิดว่าอยู่ในวังวนเดิม เนื่องจากกติกาในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ถูกปรับแก้อะไรอย่างมีนัยยะสำคัญ ก็ทำให้การเมืองอยู่ในรูปโฉมเดิม กติกาการเลือกตั้งเดิม จัดตั้งรัฐบาลเดิม กติกาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐแบบเดิมที่เอื้ออำนวยให้เกิดนิติสงคราม”



