คุมมลพิษภายในอาคาร…จัดเทคโนฯก้าวหน้าเพื่อรักษา

ชักจะหนักขึ้นทุกวันสำหรับ “ฝุ่นจิ๋ว-PM 2.5” ที่อาละวาดสร้างปัญหามลพิษรอบตัวคนไทยเรา ทำให้ต้องเสียสุขภาพแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ก็ถือว่ายังดีที่ทุกวันนี้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว กระจายการรับรู้ได้กว้างขวาง ช่วยกระตุ้นเตือนชาวพาราให้มีโอกาสป้องกันระวังภัยเจ้าฝุ่นจิ๋วนี้ได้หลายวิธี รวมทั้งวิธีออกแบบระบบปรับอากาศในอาคารให้มีประสิทธิภาพในการสกัดกั้นฝุ่นสารพัดพิษตัวนี้ ซึ่งไม่ว่านอกอาคารค่าฝุ่นจะสูงแค่ไหนก็ไม่ต้องห่วงสำหรับใครที่เข้าไปอยู่ภายในอาคาร ไร้กังวลได้เลย ระบบทางเดินหายใจจะสะอาดปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เหมือนเวลาที่ออกไปใช้ชีวิตนอกอาคารที่พูดถึงนี้…

ภาพจำลองมะเร็งปอด


ที่พูดมาก็เพราะ “หมอฝั่งธน” ได้สัมผัสของจริงที่ “อาคาร 8 โรงพยาบาลธนบุรี” อาคารใหม่ซึ่งเปิดใช้เมื่อกลางปีที่แล้วโดยได้ออกแบบติดตั้งระบบปรับอากาศที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ โดยอาจเรียกได้ว่าเป็น “ระบบอัจฉริยะ” สำหรับควบคุมมลพิษได้อย่างมั่นใจหลังเปิดให้บริการทางการแพทย์สำหรับทุกผู้ทุกนามที่เข้าไปพึ่งพาหาหมอที่ “โรงพยาบาลธนบุรี” แม้ว่าบางรายอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อเจ้าฝุ่นร้ายนี้จนเกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินหายใจเข้าให้แล้ว…ซึ่งนี่จึงเป็นเรื่องที่ “ผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลธนบุรี” เล็งเห็นความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับการจัดระบบบริการตรวจ-รักษาแบบครบวงจรไว้รองรับล่วงหน้าก่อนอาคารใหม่หลังนี้จะก่อสร้างแล้วเสร็จด้วยซ้ำ โดยอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ จึงสามารถเปิดให้บริการด้วยศักยภาพและความพร้อม ทั้งในแง่ของแพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรกรรมกับแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมทรวงอก อุปกรณ์ผ่าตัดทั้งแบบส่องกล้อง-แผลเล็ก ตลอดถึงจัด “หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด”ไว้อำนวยความสะดวกแก่แพทย์ และผู้เป็นเหยื่อโรคภัย ให้มั่นใจว่าจะได้รับผลสำเร็จจากบริการรักษาพยาบาลของ “โรงพยาบาลธนบุรี” ที่สามารถสัมผัส-จับต้องได้… และน่าปลื้มใจคือมีผู้ป่วยที่เผชิญปัญหา “มะเร็งปอด” มารับการตรวจ-รักษาด้วยการ “ผ่าตัดกำจัดมะเร็งปอด” ออกไปเป็นที่เรียบร้อย สามารถสูดลมหายใจได้อย่างสุขกาย-สบายใจหลังจากนั้น คงมีเฉพาะไปรับการตรวจติดตามผลตามที่คุณหมอผู้รักษานัดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมั่นใจว่า “Cancer Free” ทั้งผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษาครับ


ข้อมูลความรู้จากแพทย์…ผู้ชำนาญ ‘ศัลยกรรมทรวงอก’

หนึ่งในคุณหมอซึ่งได้ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของ “โรคมะเร็งปอด” ที่จะนำเสนอในสกู๊ปพิเศษ “SMART HOSPITAL” ในวันนี้ คือ “นพ.ศุภฤกษ์ เจียรผัน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมทรวงอก” ซึ่งผ่านประสบการณ์ในการกำจัดมะเร็งออกจากปอดของผู้ป่วยที่ตกเป็นเหยื่อ “ภัยเงียบ” ชนิดนี้ ซึ่งได้อธิบายถึงการเกิดมะเร็งปอดโดยระบุว่า…

นพ.ศุภฤกษ์ เจียรผัน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมทรวงอก


…จริง ๆ แล้วเรื่องฝุ่นนี้มันมีมานานแล้ว เพียงแต่เราเพิ่งจะมาตระหนักและให้ความสำคัญกับมันในช่วงนี้ที่มันมาถี่เหลือเกิน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ควันบุหรี่ ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักอยู่ดี โดยที่ ฝุ่นจิ๋ว นี้ กับ มลพิษต่าง ๆ เช่น ควันโรงงาน ที่ปล่อยออกมาเกินค่ามาตรฐาน ควันธูป ควันจากการประกอบอาหารในสถานที่ไม่มีระบบระบายอากาศ ก็ล้วนมีผลต่อการเกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจ โดย สารเคมีที่สูดเข้าไปจะไปกระตุ้นการแบ่งเซลล์ให้ผิดปกติ เกิดมะเร็งปอด ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่มีผล โดยอีกอย่างที่น่าสนใจคือมีงานวิจัยพบว่าคนเอเชียมียีนตัวหนึ่งซึ่งเมื่อได้รับควันหรือฝุ่นแล้วจะส่งผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์ให้ผิดปกติง่ายขึ้นและเกิดมะเร็งได้ง่ายกว่าชาวยุโรป ก็เป็นอีกสาเหตุที่เพิ่มสถิติคนไม่สูบบุหรี่เป็นมะเร็งปอดมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย รวมทั้งความเสี่ยงอีกอย่างสำหรับผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นมะเร็งปอด หรือมะเร็งอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม ก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดสูงขึ้นกว่าปกติ จึงขอแนะนำคนในกลุ่มนี้ให้เข้ารับการตรวจคัดกรองมากขึ้นจะได้ไม่พลาดโอกาสในการตรวจ-รักษา ไม่ควรรอให้มีอาการเกิดขึ้นก่อน อย่างเช่นไอเรื้อรังต่อเนื่องมานาน หรือไอแล้วมีเลือดปนออกมา โดยบางคนอาจมีก้อนใหญ่ไปกดเส้นประสาทการกลืน กดเบียดหลอดลม หลอดอาหาร ทำให้หายใจลำบาก การกลืนอาหารหรือน้ำยากขึ้น เพราะก้อนมันใหญ่ จนรักษายาก โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้เลยก็ได้…”


ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้า…เพิ่ม ‘ศักยภาพ’ ให้กับแพทย์

สาเหตุต่าง ๆ ดังกล่าวเหล่านี้ส่งผลให้ “โรงพยาบาลธนบุรี” หาทางรับมือด้วยกระบวนการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยยึดโยงกับการพึ่งพาเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้า สามารถเพิ่ม “ศักยภาพ” และ “ประสิทธิภาพ” ในการรับมือกับพิษภัยจากโรคมะเร็งประเภทต่าง ๆ รวมทั้ง “มะเร็งปอด” ตั้งแต่ในแง่ของการตรวจวินิจฉัย โดย “อาจารย์ศุภฤกษ์” อธิบายว่า…

การตรวจด้วยCT Scan คุมรังสีในปริมาณต่ำ


…กลุ่มเสี่ยงจากการมีญาติสายตรงมีประวัติเป็นมะเร็งควรให้ความสำคัญไปตรวจตั้งแต่อายุยังน้อย คือถ้าเป็นชายก็แนะนำให้ตรวจเมื่ออายุ 50 ปี ส่วนหญิงก็ 45 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้นการใช้เอกซเรย์ธรรมดาตรวจอาจไม่เพียงพอ ถ้าเป็นเอกซเรย์ 2 มิติก็อาจพลาดจุดเล็ก ๆ ขนาด 1 เซนติเมตร หรือแค่ 5 มิลลิเมตรได้ ปัจจุบันมักใช้ CT Scan ที่คุมรังสีไว้ในปริมาณต่ำมาก โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสีเพื่อลดโอกาสเสี่ยงจากรังสีให้มากขึ้น และได้ภาพแบบ 3 มิติแสดงลักษณะของจุดที่ผิดปกติในปอดทั้งขนาดกว้าง ยาว และภาพตัดขวาง ให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถขยายดูจุดที่ผิดปกติว่ามีลักษณะเหมือนมะเร็งมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้ติดตาม-วินิจฉัย แม้อาจต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจยืนยันก่อนวางแผนรักษาให้เป็นไปอย่างแม่นยำทั้งในการผ่าตัดหรืออื่นใดก็ตาม หากเห็นสมควรผ่าตัดก็ต้องพิจารณาก่อนว่าแบบใดจะเหมาะสม โดยอาจใช้วิธีผ่าตัดใหญ่ตามมาตรฐานหากก้อนที่เป็นปัญหามีขนาดใหญ่ หรืออยู่ในตำแหน่งที่ยากมาก แต่หากก้อนที่พบยังอยู่ระยะที่ 1 หรือ 2 ขนาดยังไม่ใหญ่มาก ซึ่งโอกาสหายขาดหลังผ่าตัดจะสูงทีเดียว ก็ยังมีทั้งวิธีผ่าตัดแบบส่องกล้อง กับแบบ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ที่ช่วยให้เกิดความสะดวกแก่หมอผ่าตัดได้มาก โดยสามารถเห็นภาพได้ชัดเจน แม้ว่าพื้นที่ในช่องอกจะแคบแต่แขนกลของหุ่นยนต์จะทำงานได้เหมือนกับมือศัลยแพทย์ แต่ขยับเคลื่อนไหวได้มากกว่า ช่วยให้ได้ผลดีมากโดยไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ ไม่ต้องแหวกซี่โครง ไม่ต้องใช้เครื่องถ่างขยายเพื่อสอดมือเข้าไป ที่สำคัญ นอกจากเอาก้อนมะเร็งออกแล้วยังสามารถเลาะต่อมน้ำเหลืองออกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีผลต่อการรักษา หากเลาะได้หมดก็จะดีทีเดียว ซึ่งการใช้หุ่นยนต์ช่วยได้มากครับ…

ผ่าตัดมะเร็งโดยใช้ประโยชน์หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด


ผมมีตัวอย่างคนไข้ท่านหนึ่งซึ่งได้ตรวจร่างกายและรักษาภาวะเส้นเลือดแดงใหญ่ที่หัวใจ โดยตอนตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan เพื่อดูขนาดเส้นเลือดแดงใหญ่ บังเอิญเจอจุดหนึ่งซึ่งน่าสงสัยว่าเป็นความผิดปกติในปอด และหลังได้รับการรักษาเส้นเลือดแดงใหญ่ที่หัวใจแล้ว อาจารย์หมอเจ้าของไข้ได้ปรึกษาเรื่องจุดกับผมซึ่งเห็นแล้วไม่น่าไว้วางใจ จึงแนะนำให้ทำขั้นตอนการเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจดูว่าใช่มะเร็งหรือไม่ และก็ยืนยันได้ว่าเป็นมะเร็ง เพียงแต่ยังมีขนาดเล็ก จึงได้เลือกทำผ่าตัดที่จะช่วยให้มีโอกาสหายขาดได้สูง โดยใช้วิธีผ่าตัดส่องกล้องตัดปอดออกกลีบหนึ่งก่อนและได้ผลว่ามะเร็งตรงจุดนี้หายไป หลังผ่าตัดแล้วก็ตรวจติดตามผลไปเรื่อย ๆ อย่างน้อย 5 ปี ทีนี้พอติดตามต่อมาอีก 2-3 ปี ก็ปรากฏว่าเจออีกเม็ดหนึ่งตรงจุดที่อยู่ในปอดอีกข้างหนึ่ง ซึ่งผมได้ติดตามมาเรื่อย ๆ และอีกสักระยะหนึ่งจุดที่พบใหม่นี้โตขึ้นและเข้มขึ้นแบบไม่น่าไว้ใจ บังเอิญว่าจุดที่พบในปอดอีกข้างของคนไข้รายนี้เป็นจุดที่ค่อนข้างยากมากทีเดียว ประกอบกับเขาเคยได้รับการผ่าตัดมาแล้ว 2-3 ครั้ง ผมจึงแนะนำการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ขณะที่การรักษายากขึ้นจากกรณีที่ปอดได้รับการตัดออกไปกลีบหนึ่งแล้ว หากตัดอีกกลีบหนึ่งจะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของเขามาก จึงได้เลือกวิธีการตัดเพียงบางส่วนซึ่งแม้จะยากแต่สามารถเก็บเนื้อปอดไว้ได้มากขึ้น โดยสามารถเอามะเร็งระยะต้น ๆ ที่จุดนี้ออกได้โดยมีโอกาสหายขาดสูงเช่นกันครับ ซึ่งการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมีส่วนช่วยในการตัดเนื้อปอดออกน้อย สามารถเก็บเนื้อปอดไว้ได้เยอะ และได้ผลสำเร็จที่น่าพอใจหลังการผ่าตัดคือหายขาดเพราะขนาดของจุดไม่ใหญ่มาก ทั้งยังช่วยลดความเจ็บแผลให้คนไข้แม้จะได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองออก คนไข้ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลราว 1 อาทิตย์ก็กลับบ้านได้ โดยเป็นคนไข้มะเร็งปอดที่ได้รับการผ่าตัดรวม 2 วิธีครับ…”

โรงพยาบาลธนบุรีก็ขอมอบความรู้ที่น่าสนใจ-ได้ประโยชน์ มาฝากทุกท่านที่ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่SMART HOSPITAL” ในวันนี้ครับ

หมอฝั่งธน