ทั้งนี้ สำหรับเรื่องนี้มีประเด็นน่าสนใจที่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ให้ข้อมูลเรื่องนี้ไว้ ดังนี้

จากการสำรวจของ GISTDA พบว่า คนเมืองกว่า 50% มอง “การเดินทาง” คือตัวการที่ขโมยพลังชีวิตและเบียดบังเวลาที่ควรจะได้อยู่กับคนที่รักไป โดยความเหนื่อยล้าสะสมจากการเดินทางประจำวัน ไม่ได้แค่ทำให้เพลีย แต่ทำให้หลายคนหมดแรงที่จะดูแลความสัมพันธ์อีกด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อ “ความใกล้คือการบอกรักที่ดีที่สุด” ดังนั้นถ้าเมืองออกแบบให้ไม่ต้องเหนื่อย หรือทำให้ไม่ต้องเสียเวลาชีวิตไปบนท้องถนน ก็น่าคิดว่าความรักของเรานั้นจะเบ่งบานได้แค่ไหน?

และจากคำถามดังกล่าวนำสู่ แนวคิดเมือง 15 นาที (15-Minute City) ที่เมืองระดับโลกอย่าง Paris หรือ Barcelona นำมาใช้ออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงโรงเรียน ร้านอาหาร สวนสาธารณะ หรือโรงพยาบาลได้ภายใน 15 นาที ด้วยการเดินหรือปั่นจักรยาน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องผังเมือง แต่คือการ “คืนเวลาให้ความรัก” เพราะเมืองที่ทุกอย่าง “ใกล้พอ” ให้เราได้เดินจูงมือกันไปทานข้าว หรือมีเวลาเหลือพอจะกลับมาทำกิจกรรมในครอบครัวโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุด คือการเริ่มต้นความรักที่ดี  ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลของ GISTDA พบว่า เมืองกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ มีบางโซนที่มี “คะแนนการเข้าถึง (Accessibility Score)” สูงมาก แต่ยังคงมีช่องว่าง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับโอกาสในการ “อยู่ใกล้” สิ่งอำนวยความสะดวกเท่ากัน โดยบางย่านเอื้อให้คนเดินไปเดตได้อย่างง่ายดาย แต่บางย่าน ผู้คนยังต้องแลกเวลาชีวิตหลายชั่วโมงเพื่อไปเจอหน้าคนรัก และด้วยเหตุนี้เอง “เดตที่ดี” จึงมีปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจาก “เมืองที่เดินได้” และมีผลต่อการทำให้ “เกิดความรักที่ยั่งยืน” .

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์

(ข้อมูล www.facebook.com/gistda)