ทั้งนี้ กับ อุบัติเหตุรถยนต์” ทั้งที่เป็น “รถใหญ่รถบัสโดยสาร”รวมถึง “รถไม่ใหญ่รถยนต์ส่วนตัว” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งในปีนี้ “ดีเดย์ 7 วันอันตราย” นั้น เริ่มต้นวันแรก คือวันที่ 11 เม.ย. ที่นอกจากจะเป็น “เทศกาลสาดน้ำส่งความสุข” แล้ว…

ยังเป็นวันเริ่มต้น…“เทศกาลอุบัติเหตุ”

ที่แม้ปีนี้อาจดูไม่คึกคัก แต่ก็ต้องสนใจ

ต้องใส่ใจ รวมถึงต้องระมัดระวังมาก ๆ

เกี่ยวกับ “อุบัติเหตุทางถนน-อุบัติเหตุทางรถยนต์” ที่วันนี้ง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะขอพลิกแฟ้มชวนให้ “ตระหนักในการป้องกันเหตุ” กับพฤติกรรมที่ก็ถือเป็น “ต้นเหตุของอุบัติเหตุ” นั้น นอกจากกรณี “เมาแล้วขับ” กรณี “ง่วงแล้วขับ” หรือ “ขับเร็ว-ขับอันตราย” แล้ว กรณี “ประมาทระหว่างขับ-เสียสมาธิระหว่างขับ” นี่ก็เป็น “สาเหตุของอุบัติเหตุ” เช่นกัน

ทั้งนี้ เรื่อง “สมาธิ” กับการ “ขับรถ” นั้น มีข้อมูลโดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่เผยแพร่ “เตือนผู้ขับรถ” ไว้นานแล้ว โดยระบุถึง “สมาธิในการขับรถ” ไว้ว่า… เสียสมาธิ” เป็น “สาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุ” ที่บางครั้งอาจ “ทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้” ซึ่งส่วนใหญ่การเสียสมาธิขณะขับรถมักเกิดจากกิจกรรมที่ปฏิบัติโดย เคยชินจนมองข้ามอันตราย โดยกิจกรรมที่ทำให้เสียสมาธิมีหลายแบบ ทั้งทางกายภาพ ทางจิต หรือ 2 ทางรวมกัน

กิจกรรมที่ทำให้เสียสมาธิขณะขับรถ ก็มีอาทิ… คุยโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้การตอบสนองต่อการขับขี่ช้าลง ซึ่งแม้ว่าจะใช้อุปกรณ์เสริมในการคุยโทรศัพท์ ก็ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ, ใช้โปรแกรมคุยหรือแช็ททางโทรศัพท์มือถือ นี่ก็รบกวนสมาธิในการขับรถ จนเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย, รับประทานอาหาร สำหรับพฤติกรรมนี้ก็ต้องย้ำเตือน เพราะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถ ยิ่งถ้าใช้ถ้วยชาม ใช้ช้อนส้อม ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ, แต่งหน้าหรือหวีผม แม้จะทำในช่วงที่จราจรติดขัดหรือรถจอดติดสัญญาณไฟแดง แต่หากสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมนี้ ก็อาจลืมไปว่ากำลังขับรถอยู่…

จนอาจเผลอปล่อยเบรก หรือเหยียบคันเร่ง

ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนตามมาขึ้นได้

พาเด็กเล็กไปด้วยตามลำพัง นี่ก็เป็นอีกต้นเหตุทำให้เกิดความเสี่ยง เพราะผู้ขับรถต้องละสายตาคอยสังเกตและระวังเด็ก ซึ่งอาจซุกซน ปีนป่าย จนต้องเอื้อมมือไปดูแลเด็กเป็นระยะ ซึ่งจะทำให้เสียสมาธิและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมาก, อุ้มเด็กนั่งตักขับรถ กรณีนี้ก็ไม่ควรทำ เพราะสมาธิจะอยู่กับเด็ก และบังคับพวงมาลัยรถไม่ถนัด อีกทั้งเด็กอาจนั่งบดบังทัศนวิสัยการมองเห็นเส้นทาง ยิ่งถ้าเด็กซน หมุนหรือแย่งพวงมาลัย ขยับคันเกียร์เล่น จะยิ่งเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ, นำสัตว์เลี้ยงขึ้นรถไปด้วยตามลำพัง นี่ก็ไม่ควร เพราะทำให้เสียสมาธิในขณะขับรถได้ง่าย ๆ ด้วยเหตุผลหรือหลักการคล้าย ๆ กับกรณีพาเด็กเล็กไปด้วยตามลำพัง อีกทั้งกับสัตว์ยิ่งเสี่ยง เพราะมักตื่นตกใจง่าย อาจกระโจนใส่ผู้ขับขี่จนเกิดอุบัติเหตุ

ดูโทรทัศน์ดูหนัง ระหว่างขับรถก็ไม่ควร ซึ่งข้อมูลโดย ปภ. ระบุไว้ว่า… แสงสว่าง เสียง ภาพเคลื่อนไหว จะดึงดูดผู้ขับขี่ให้ละสายตาจากถนน ซึ่งแม้ผู้ขับขี่จะไม่ดู แต่สมาธิในการขับรถก็ถูกรบกวนได้ และก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้, ฟังเพลงนี่ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นอะไร หรือบางคนก็ใช้วิธีนี้แก้ง่วงขณะขับรถ แต่จริง ๆ แล้วควรจะง่วงไม่ขับ ซึ่งเนื้อเพลง จังหวะเพลง การโยกตัวโยกหัวขยับมือแขนขาตามจังหวะเพลง หรือเปลี่ยนคลื่นเปลี่ยนเพลง ก็ทำให้ผู้ขับขี่ขาดสมาธิและเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ และถ้าเปิดเพลงดัง ๆ ยังทำให้ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติของรถ เสียงบีบแตรรถคันอื่นที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉิน จนทำให้แก้ไขไม่ทันสถานการณ์

นอกจากนี้ มองป้ายข้างทาง ก็เช่นกัน ซึ่งเพียงชั่วครู่ก็เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้, สูบบุหรี่ ซึ่งไม่ขับรถก็ไม่ควรอยู่แล้ว ยิ่งระหว่างขับรถยิ่งไม่ควร โดยการจุดบุหรี่ สูบบุหรี่ คีบบุหรี่ ล้วนทำให้ขาดสมาธิในการขับรถได้, ค้นหาสิ่งของหรือหยิบสิ่งของนี่ก็ด้วย ก็ทำให้เสียสมาธิขับรถ อาจจะทำให้เผลอปล่อยพวงมาลัย เหยียบคันเร่ง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าร้อยละ 50

ผู้ขับขี่ควรมีสมาธิในการขับรถ และให้ความสนใจเหตุการณ์หรือปัจจัยแวดล้อมที่กระทบต่อความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการประกอบกิจกรรม หรือใช้อุปกรณ์อื่นใด ที่ต้องละสายตาจากการมองเส้นทางหรือปล่อยมือจากพวงมาลัย เพราะจะส่งผลต่อการบังคับพวงมาลัย การใช้ความเร็ว การมองเห็นป้ายจราจร ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน” …นี่เป็นอีกส่วนจากข้อมูลโดย ปภ. เกี่ยวกับการ “เสียสมาธิในการขับรถ” ที่ต้องถือเป็น “สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่ควรมองข้าม!!

ทั้งนี้ มาถึงบรรทัดนี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็ขอร่วมย้ำเตือนว่า… “อุบัติเหตุทางถนน-อุบัติเหตุทางรถยนต์” นั้น กับรถที่ไม่ใช่รถใหญ่ ๆ ไม่ใช่รถบัส-รถโดยสาร กับ “รถเล็ก ๆ”ไม่ว่าจะมอเตอร์ไซค์ รถกระบะ-รถเก๋ง “ก็เสี่ยง…ถ้าประมาท”

หากว่า “ขาดสมาธิ” ใน “ระหว่างขับขี่รถ”

นี่ก็ไม่ต่างจากการ “ขาดความปลอดภัย”

จนอาจทำให้ “สูญเสียร้ายแรงได้พริบตา”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์