ทั้งนี้ ในเวทีเสวนาออนไลน์โดย ภาควิชารัฐศาสตร์ ร่วมกับ ศูนย์เอเชียแปซิฟิกศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) หัวข้อ “อิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ : ใครสู้เพื่ออะไร? และระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนอย่างไร?” นอกจากแง่มุมที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้สะท้อนไปแล้ว 2 ตอน…

ก็ยังมีการ “วิเคราะห์อนาคตอิหร่าน?”

และก็ยังมีส่วนที่ “ชวนคนไทยจับตา?”

ผศ.ดร.พรพรรณ โปร่งจิตร

ในเวทีเสวนาดังกล่าว ทาง ผศ.ดร.พรพรรณ โปร่งจิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์เอเชียแปซิฟิกศึกษา มศว ได้วิเคราะห์ไว้ว่า… การโจมตีผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยคิดว่าจะสามารถเผด็จศึกอิหร่านได้เร็ว สะท้อนว่าสหรัฐและอิสราเอลรู้จักอิหร่านไม่ดีพอ เพราะลืมคิดไปว่า…ผู้นำสูงสุดที่ถูกสังหารนั้นคนอิหร่านมองว่าเป็นคนที่ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน โดยคนอิหร่านมีสิ่งหนึ่งคือความรู้สึกศรัทธาและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้คนอิหร่านโดยรวมศรัทธาในตัวผู้นำ ทำให้ถึงแม้ สหรัฐและอิสราเอลพยายามสร้างภาพลักษณ์บอกโลกว่าผู้นำอิหร่านไม่ดี แต่คนอิหร่านส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบนั้นดังนั้น…

เมื่อ “ผู้นำสูงสุดตายเพราะถูกโจมตี”

ทำให้ “รับไม่ได้ยอมรับยอมแพ้ไม่ได้”

ทาง ผศ.ดร.พรพรรณ ยังได้ฉายภาพไว้ในวงเสวนาดังกล่าวอีกว่า… และจากการที่ อิหร่านโดดเดี่ยวจากโลกมานานกว่า 40 ปี จากการถูกบอยคอต ทำให้ คนอิหร่านรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโลกภายนอก ไม่รู้สึกว่าจำเป็นที่เขาจะต้องพึ่งพาใครเป็นหลัก คนอิหร่านจึงเตรียมพร้อมเพื่อให้ตัวเองยืนหยัดอยู่ให้ได้ ส่วนถ้าจะถามว่า… คนอิหร่านอยากเปลี่ยนผู้นำไหม? ลึก ๆ ก็คงอยากเปลี่ยน แต่ก็เฉพาะแค่ที่ตัวบุคคล แต่ไม่ได้อยากเปลี่ยนทั้งระบบ และสำหรับคำถามที่ว่า…ถ้าจะเปลี่ยนควรเปลี่ยนแบบไหน? กรณีนี้ก็อาจจะเป็นแค่เฉาะบางเรื่อง ที่จะทำให้คนอิหร่านรู้สึกทันโลกมากขึ้น

คนอิหร่านอาจอยากเปลี่ยน แต่คงไม่ได้อยากเปลี่ยนแบบที่สหรัฐต้องการแน่ ซึ่งเรื่องนี้อาจต้องมาพูดกันหลังสงคราม เพราะตอนนี้คนอิหร่านโฟกัสแค่ที่เรื่องสงคราม เพราะสงครามนี้คนอิหร่านมองว่าเป็นเรื่องของเกียรติยศและศักดิ์ศรีของอิหร่าน ที่จำเป็นต้องสู้เพื่อปกป้องตัวเองและอธิปไตย” …ทาง ผศ.ดร.พรรพรณ ระบุไว้ ซึ่ง…

ความคิดคนอิหร่าน” แม้เจอสงคราม

นี่ก็ “นำความยากให้สหรัฐอิสราเอล”

แล้ว “สงครามจากนี้จะดำเนินไปแบบใด?” สำหรับมุมมองต่อประเด็นนี้ ดร.รุสตั้ม หวันสู อาจารย์ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิเคราะห์ไว้ว่า… สงครามนี้ต่างจากสงครามอิรัก ปี 2003 ที่ตอนนั้นสหรัฐมีเพื่อนเยอะ มีหลายประเทศเข้าร่วม และได้เปรียบ เพราะมีฐานทัพล้อมอิรัก แต่ครั้งนี้ดูจะไร้เพื่อน มีแต่คนพยายามปฏิเสธไม่ร่วมด้วย อีกทั้งฐานทัพของสหรัฐที่อยู่ในประเทศอาหรับรอบ ๆ ที่เคยใช้ได้ แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะใช้ไม่ได้ ชาติอาหรับไม่อนุญาตให้ใช้ เพราะกลัวอิทธิพลอิหร่านจะเข้าโจมตี อีกทั้งฝั่งอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน ก็ไม่อยากยุ่งสงครามนี้ด้วย ทำให้ สหรัฐประสบปัญหาเรื่องพันธมิตรทำสงคราม และสายส่งกำลังบำรุงซึ่งเป็นหัวใจของสงคราม กับเป็นจุดตายของสงครามในยุคใหม่

ดร.รุสตั้ม หวันสู

ดร.รุสตั้ม ยังสะท้อนไว้อีกว่า… สงครามในวันนี้คือ “สงครามแบบอสมมาตร” สงครามที่ การต่อสู้ของประเทศที่อ่อนแอกว่าไม่ใช่การต่อสู้เพื่อชนะในสงคราม แต่เป็นการสู้เพื่อไม่ให้แพ้ แล้วสงครามอสมมาตรในยุคใหม่เช่นนี้มักต้องการทำให้การสู้รบหรือสงครามลากยาว จนกว่าฝ่ายที่รวยกว่าแข็งแกร่งกว่าจะทนจ่ายกับราคาของสงครามไม่ไหว ซึ่งบางประเทศใช้งบทำสงครามน้อยกว่า แต่กลับทำให้อีกฝ่ายที่เงินมากกว่าเสียหายได้มากกว่า ก็มีตัวอย่างหลายแห่ง

ทั้งนี้ นักวิชาการท่านนี้ยังระบุถึง “รูปแบบสงครามที่อิหร่านกำลังใช้อยู่” ว่า… เป็นการใช้ “ยุทธวิธีแบบพร่ากำลัง ที่มุ่งจะส่งผลทำให้กองกำลังของสหรัฐถดถอยไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งกลยุทธ์รูปแบบนี้ ไม่ใช่การแลกหมัดกันให้ร่วงในยกแรก แต่คือการทำให้ศัตรูหมดแรงมากกว่า ดังนั้นสงครามครั้งนี้จะไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ชนะแบบเด็ดขาด ซึ่งในมุมของอิหร่านอาจมองว่า…แค่รบไม่แพ้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว หรือแค่ต้านทานยืนระยะไปได้นาน ๆ ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว เป็นต้น

ทางออกจะเปิดก็ต่อเมื่อ 2 ฝ่ายไปต่อไม่ได้แล้ว ส่วนคำถามที่ว่าสงครามนี้จะสิ้นสุดลงอย่างไร และเมื่อไหร่ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ แต่มีสิ่งที่อยากให้คนไทยจับตาก็คือไทยจะวางบทบาทตัวเองในสถานการณ์นี้อย่างไร ในขณะที่สหรัฐเองก็พยายามบีบไทยให้มีส่วนในสงครามนี้ในทางใดทางหนึ่ง” …ทาง ดร.รุสตั้ม ระบุไว้ถึง “ฉากทัศน์สงครามใหญ่” ที่มี “สหรัฐ+อิสราเอล vs อิหร่าน” เป็น “คู่สงคราม” ในสมรภูมิการรบ …ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ชี้ชัดว่าสงครามนี้จะสิ้นสุดลงอย่างไร แต่นักวิชาการท่านนี้ก็ชี้ไว้ว่า… สุดท้ายแล้วสงครามนี้ก็จะจบลงโดย “ต่างฝ่ายต่างเจ็บตัวต่างฝ่ายต่างบอบช้ำ”

ก็คงจะ “พอเห็นภาพอนาคตอิหร่าน”

และ “อนาคตสหรัฐกับอิสราเอลด้วย”

ซึ่ง “ที่ต้องจับตาด้วยคืออนาคตไทย?”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์