ทั้งนี้ ค่าดัชนีรังสียูวี (UV Index) มีการจำแนกเป็นสีต่าง ๆ เพื่อบอกค่ารังสี UV ที่ตรวจวัดได้ โดยแบ่งออกเป็น ดังนี้
สีเขียว (0–2.9) ระดับต่ำ : สบายใจได้ แต่อย่าลืมสวมแว่นกันแดดในวันที่ฟ้าโปร่ง
สีเหลือง (3–5.9) ระดับปานกลาง : เริ่มต้องระวัง ควรปกปิดผิวให้มิดชิด และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งช่วงเที่ยงวัน
สีส้ม (6–7.9) ระดับสูง : ต้องป้องกันเต็มรูปแบบ ทั้งเสื้อผ้า แว่นกันแดด และหมวก พร้อมทาครีมกันแดด SPF 30+ โดยจำกัดเวลาอยู่กลางแดดไม่เกิน 3 ชั่วโมง
สีแดง (8–10.9) ระดับสูงมาก : อันตรายเริ่มคืบคลาน ห้ามอยู่กลางแดดเป็นเวลานานเด็ดขาด และต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันอย่างหนาแน่น
สีม่วง (11 ขึ้นไป) ระดับรุนแรง : เป็นระดับที่ต้องระมัดระวังสูงสุด โดยหลีกเลี่ยงการออกแดดติดต่อกันนานเกิน 3 ชั่วโมง และจะต้องปกปิดร่างกายทุกส่วนด้วยเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หมวกมิดชิด และแว่นกันแดดที่สามารถปกปิดมิดชิด




ทำไมต้องกลัว UV Index ทั้งนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่าอากาศเย็นแปลว่าปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง ค่า UV Index สัมพันธ์กับมุมของดวงอาทิตย์ที่ตั้งฉากกับโลก ยิ่งดวงอาทิตย์ตั้งตรงมากเท่าไหร่ รังสีก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเท่านั้น นั่นหมายความว่า ต่อให้ยืนอยู่ในที่อากาศเย็น แต่ถ้าดวงอาทิตย์ตั้งฉาก ร่างกายอาจรับรังสีปริมาณมหาศาลโดยไม่รู้ตัว โดยองค์การอนามัยโลก และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้กำหนดมาตรฐานระดับรังสี UV ไว้เป็นสีต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้เราป้องกันตัวเองได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากผลกระทบจากรังสี UV ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความแสบร้อนบนผิวหนัง แต่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว อาทิ ภาวะผิวแก่ก่อนวัย ผลกระทบต่อดีเอ็นเอ มะเร็งผิวหนัง ภาวะด้านภูมิคุ้มกัน รวมถึงผลกระทบต่อตา ดังนั้น จึงแนะนำให้ป้องกันตัวเมื่อต้องอยู่กลางแดด หรือพื้นที่กลางแจ้งที่มีดัชนีรังสี UV สูงมากกว่า 3 ขึ้นไป ด้วยการสวมหมวก แว่นกันแดด หรือเลี่ยงอยู่กลางแดดนาน ๆ.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์
ภาพ : จุมพล นพทิพย์
ข้อมูลอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



