ทั้งนี้ วิธีการสื่อสารดังกล่าวข้างต้นแม้จะมีข้อดี ในแง่ลดการตื่นตระหนก หากแต่ก็ “มีจุดที่น่ากังวลจุดที่เสี่ยง” เช่นกัน โดยวิธีสื่อสารแบบที่มีออกมาก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าคือวิธีสื่อสารแบบที่เรียกว่า…

นอร์มัลไลเซชัน (Normalization)”…

ที่เป็น “กระบวนการสื่อสารแบบหนึ่ง”

รศ.ดร.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์

การสื่อสารต่อประชาชนคนไทยเกี่ยวกับ “วิกฤติพลังงาน-วิกฤติน้ำมัน” ที่ผ่าน ๆ มาก่อนหน้านี้ เป็น “นอร์มัลไลเซชัน” ใช่? หรือไม่ใช่? ก็สุดแท้แต่จะพิจารณากัน อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะชวนดูเกี่ยวกับกระบวนการสื่อสารแบบ “นอร์มัลไลเซชัน” จะสะท้อนต่อข้อมูลคำอธิบายกระบวนการสื่อสารรูปแบบนี้โดย รศ.ดร.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์ อาจารย์ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว ที่อธิบาย “นอร์มัลไลเซชัน – Normalization” ว่า…เป็นกลไกให้เกิดการสื่อสารในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องที่ได้การยอมรับ โดยมุ่งเน้นการทำให้รู้สึกเป็นเรื่องปกติ ด้วยการสื่อสารซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง

นักวิชาการ มศว ท่านนี้ได้อธิบายถึง “องค์ประกอบ” ที่ต้องมีในกระบวนการสื่อสารที่เรียกว่า “นอร์มัลไลเซชัน” ว่า… ต้องมี 2 สิ่งสำคัญ คือ… ต้องเป็นการนำเสนอซ้ำ ๆ และ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยต้องทำไปจนกว่าเป้าหมายที่ตั้งใจนั้นจะประสบความสำเร็จ คือ เกิดการยอมรับ หรือเกิดการมองเรื่องที่ไม่ปกตินั้นดูเป็นเรื่องปกติ โดยวิธีนี้พบบ่อยในเวลาที่ต้องการ เปลี่ยนมุมมอง หรือต้องการ เปลี่ยนความรู้สึก ซึ่งหลาย ๆ ครั้งวิธีการนี้ก็ช่วยทำให้สังคมเกิดผลกระทบเชิงบวกได้

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องความหลากหลายทางเพศ ก็มีการใช้วิธีนอร์มัลไลเซชันเปลี่ยนแปลงมุมมองของสังคม จากเดิมที่ยังไม่ยอมรับเรื่องนี้ก็ค่อย ๆ เกิดมุมมองใหม่ ๆ จากการที่สังคมมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป นี่ก็เป็นตัวอย่างวิธีสื่อสารที่เป็นแบบนอร์มัลไลเซชัน” …ทาง รศ.ดร.ศิพิมพ์ ยกตัวอย่างเพื่ออธิบายฉายภาพ

และนักวิชาการท่านนี้ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่า… กระบวนการนี้ไม่ได้มีแค่การรีพีท (Repeat) หรือทำซ้ำ ๆ อย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องการ เปลี่ยนแปลงความรู้สึก เช่น จากที่ต่อต้านมีความไม่พอใจ ก็ทำให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่นั้นค่อย ๆ เบาลงไป โดยใช้วิธีสื่อสารหรือแสดงออกด้วยการ “ทำให้สังคมรู้สึกคุ้นชิน จนมองเป็นเรื่องปกติทั่วไป” ที่เป็น…

เป้าหมาย” ของวิธี “นอร์มัลไลเซชัน”

อย่างไรก็ตาม นอกจากวิธีการนอร์มัลไลเซชันแล้ว ในทางตรงกันข้ามก็มีวิธีการหนึ่งที่มักจะถูกนำมาใช้งาน คือ… ซีเคียวริไทเซชัน (Securitization)”ที่เป็น กระบวนการตรงกันข้ามกับวิธีการนอร์มัลไลเซชันอย่างสิ้นเชิง โดย รศ.ดร.ศิพิมพ์ อธิบายว่า… ซีเคียวริไทเซชัน” วิธีการสื่อสารดังกล่าวนี้จะ มุ่งเน้นทำให้เกิดรู้สึกกลัวหรือหวาดระแวง เพื่อจะให้เรื่องที่ต้องการสื่อสารถูกมองอย่างจริงจังมากขึ้น ที่เป็นจุดแตกต่างจากกระบวนการนอร์มัลไลเซชันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจมีการเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่ง หรือจะใช้ควบคู่กันทั้ง 2 แบบเลยก็ได้ ขึ้นกับเป้าหมาย วัตถุประสงค์ที่ต้องการทำให้เกิดขึ้น…

ถามว่า… ใครคือผู้ที่มักจะใช้งานนอร์มัลไลเซชันและซีเคียวริไทเซชัน?? นักวิชาการท่านเดิมระบุว่า… ส่วนใหญ่ผู้ที่ใช้วิธีสื่อสาร 2 แบบนี้ ถ้าไม่ใช่ “องค์กรขนาดใหญ่” ที่สร้างผลในวงกว้างได้ ก็มักเป็น “รัฐบาล” ที่มักใช้เพื่อสื่อสารกับสังคมกับประชาชน เพื่อมุ่งหวังผลจากวิธีการเหล่านี้ ซึ่งตัวอย่างก่อนหน้านี้ที่เห็นชัดเจนก็คือกรณีที่มีการสื่อสารที่ดูจะเป็นการ ใช้ “นอร์มัลไลเซชัน” กับสถานการณ์ “วิกฤติปัญหาน้ำมัน” เพื่อจะ “ลดความตื่นตระหนก” หรือ “ลดแรงต้าน”

ทั้งนี้ ทางนักวิชาการท่านเดิมยังระบุว่า… วิธีสื่อสารนอร์มัลไลเซชันนั้น ที่ผ่านมาในอดีตก็เคยมีการนำวิธีการดังกล่าวนี้มาใช้… ย้อนไปในอดีต ตอนไข้หวัดนกระบาด รัฐบาลเวลานั้นก็นำวิธีการนี้มาใช้เช่นกัน เช่น โชว์กินไก่ เพื่อจะทำให้รู้สึกว่าโรคนี้ไม่ร้ายแรง หรือใกล้อีกนิดตอนโควิด-19 รัฐก็เคยพยายามสื่อสารว่าจัดการได้ เป็นโรคกระจอก ทั้งที่ความเป็นจริงการแก้ปัญหายังล้มเหลว” …เป็นตัวอย่างในอดีตเกี่ยวกับ “นอร์มัลไลเซชัน” รูปแบบการสื่อสารที่เคยถูกใช้

ที่ “มักถูกใช้ช่วงมีสถานการณ์วิกฤติ”

และขยับเข้ามาที่ “วิกฤติน้ำมัน” ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐมุ่งเน้นสื่อสารแบบนอร์มัลไลเซชัน?? พยายาม จะทำให้สังคมมองวิกฤติเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็เจอ? ทาง รศ.ดร.ศิพิมพ์ ระบุว่า… ส่วนตัวมองว่าก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะใช้วิธีนี้ในช่วงแรก เพราะรัฐบาลไม่อยากให้เกิดตื่นตระหนก แต่ ใช้บ่อย ๆ ใช้มากจนเกินไป ไม่เพียงจะไม่ได้ผล ยัง “มีแรงสะท้อนกลับไปหารัฐบาล”เพราะ “คนไม่อินตามแล้ว” กับสิ่งที่สื่อสาร เพราะคนรู้สึกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องปกติ-ไม่ใช่วิกฤติธรรมดา…

พอยาชาหมดฤทธิ์ อาการปวดจึงกำเริบ ซึ่งนอร์มัลไลเซชันเหมือนฉีดยาชา ระงับปวดได้ชั่วคราว แต่ถ้าไม่นำวิธีซีเคียวริไทเซชันมาใช้ด้วย ที่จะเหมือนการรักษาหรือทำให้เข้าใจอาการและผลของโรค ก็น่าเป็นห่วง เพราะไม่เพียงโรคไม่หาย แต่ยังทำให้อาการรุนแรงมากกว่าเดิม” …ทาง รศ.ดร.ศิพิมพ์ เปรียบ “นอร์มัลไลเซชัน” ว่า “เป็นยาชา”

ระงับปวด” แต่ “ไม่ได้ทำให้โรคหาย”

อีกทั้ง “ใช้มากใช้นานไปสุ่มเสี่ยง”

เสี่ยง “อย่างไร?…ตอนหน้ามาดูต่อ”

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์