ทั้งนี้ จากตอนที่แล้วที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำเสนอมุมมองการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์ อาจารย์ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว ต่อกรณี “นอร์มัลไลเซชัน (Normalization)”การพยายามทำเรื่องไม่ปกติให้ดูปกติ ทางนักวิชาการท่านนี้ก็ยังได้วิเคราะห์และระบุไว้ด้วยว่า…

วิธีนี้ “มีข้อดี แต่ก็มีผลกระทบได้ด้วย”

มาพิจารณากันดู…“อย่างไร?-เช่นไร?”

รศ.ดร.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์

ทาง รศ.ดร.ศิพิมพ์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ มศว ระบุถึง “นอร์มัลไลเซชันกับปัญหา” ไว้ว่า… ส่วนตัวเข้าใจดีถึงเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลใช้วิธีสื่อสารแบบนี้ ซึ่ง ข้อดีคือช่วยลดความตื่นตระหนกได้ในช่วงเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แต่ที่หลายคนสังเกตคือ…ดูเหมือนรัฐบาลจะมุ่งเน้นวิธีการแบบนี้มากไป โดยทางนักวิชาการท่านนี้บอกว่า… วิธีมองปัญหาแบบนี้ หรือการ “สื่อสารในลักษณะที่วิกฤติเป็นเรื่องปกติ” ที่ใคร ๆ ก็เจอกันนั้น จะได้ผลแค่ในแง่ของการ “เป็นยาชา” เพราะไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ซึ่งสุดท้ายเมื่อ ยาชาหมดฤทธิ์อาการปวดก็กลับมาอยู่ดี …เพราะปัญหาก็ยังคงอยู่

การมองปัญหาแบบนอร์มัลไลเซชัน อาจจะดีแค่ช่วงระยะแรก ๆ แต่พอนาน ๆ ไป วิธีนี้ก็เริ่มใช้ไม่ได้แล้ว เพราะสังคมไม่อิน ไม่เชื่อแล้ว เนื่องจากสิ่งที่รัฐยังพยายามพูด หรือยังพยายามสื่อสารออกมา มันไม่ตรงกับภาพความเป็นจริง ดังนั้น เมื่อใช้วิธีการสื่อสารนี้ระยะหนึ่งแล้ว ก็ควรจะเลิกใช้ และหันมาใช้วิธีการอื่นแทนดูบ้าง”

แหล่งข่าวนักวิชาการยังระบุว่า… ส่วนตัวเข้าใจที่รัฐบาลจำเป็นต้องเทคแอ็คชันเช่นนั้น เพราะต้องการควบคุมความแตกตื่นของผู้คน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้วิธีมองปัญหาแบบทุกเรื่องคือเรื่องปกติไปได้เรื่อย ๆ เพราะทุกปัญหาก็จำเป็นจะต้อง “เทค อิท ซีเรียส” เพื่อให้คนมองเห็นสถานการณ์ หรือผลกระทบจริง ๆ เพื่อจะนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาจริงจัง

สำหรับ “ข้อเสนอ”สิ่งที่ควรใช้หลังจากที่รัฐพยายามสื่อสารกับประชาชนให้มองปัญหาแบบนอร์มัลไลเซชันแล้ว นั่นคือการ มองปัญหาแบบ “ซีเคียวริไทเซชัน (Securitization)” เพื่อให้คนตื่นตัวกับปัญหาหรือวิกฤติ โดยรัฐบาลจะต้องเทคแอ็คชันเรื่องนี้ ต้องทำให้สังคมเห็นด้วยว่า… ถ้าไม่ยอมรับ หรือไม่ทำตาม จะเป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม แต่การจะทำให้ประชาชนตื่นตัวและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาได้นั้น มีจุดที่สำคัญคือ รัฐต้องมีรายละเอียดมีกระบวนการชัดเจนด้วย…

เรื่องนี้สำคัญมาก ไม่ใช่บอกให้ช่วยกันแก้ปัญหา แต่แนวทางที่ออกมาไม่มีลำดับหรือกระบวนการอะไรเลย เป็นเพียงแค่คำพูดที่สื่อสารออกมา แต่ไม่มีรายละเอียดชัดเจน คนที่จะทำก็ทำไม่ถูก ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้จะต้องเริ่มต้นตรงไหน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก ๆ”…เป็นหัวใจสำคัญ “ซีเคียวริไทเซชันปัญหา” ที่ รศ.ดร.ศิพิมพ์ ชี้ไว้

ที่ “ตรงข้ามกับนอร์มัลไลเซชันปัญหา”

นอกจากนั้น ยังสะท้อนว่า… การมองปัญหาแบบ “นอร์มัลไลเซชัน” คือ “ยาชาระงับปวด” แต่ไม่ได้ทำให้อาการป่วยหาย ดังนั้นถ้าเอาแต่มองปัญหาแบบนี้ สุดท้ายจะเป็นแรงสะท้อนกลับสู่รัฐบาล และที่อันตรายกว่าก็คือ ถ้ารัฐเอาแต่โน้มน้าวประชาชนให้มองปัญหาว่าเป็นเรื่องปกติเป็นเรื่องธรรมดา กรณีนี้ไม่เพียง “สะท้อนความล้มเหลวของรัฐ” แต่ยัง “สุ่มเสี่ยงทำให้สังคมมีโอกาสดิ่งลงเหว” ตามไปด้วย เพราะทำให้ “คนไม่สนใจปัญหา” แม้จะเป็นวิกฤติร้ายแรงก็ตาม

ทาง รศ.ดร.ศิพิมพ์ ยังชี้ไว้น่าคิดว่า…มองในโลกของรัฐศาสตร์และความมั่นคง “วิธีนอร์มัลไลเซชันปัญหา” เป็น “แนวคิดที่ทรงพลังมาก” แต่ในทางกลับกันก็เป็น “แนวคิดที่อันตราย” ได้ด้วย เพราะเป็นการทำให้สิ่งที่ผิดปกติเป็นเรื่องปกติ โดยใช้การสื่อสารผ่านการสร้างวาทกรรม และใช้วิธีจัดการการรับรู้ของสาธารณชน ซึ่งกระบวนการนี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มักมีการนำมาใช้ในฐานะที่เป็น เครื่องมือรูปแบบหนึ่งของรัฐบาล เพื่อควบคุมความตื่นตระหนก และเพื่อ ลดแรงเสียดทานลดแรงต้าน หรือเพื่อ รักษาเสถียรภาพในระยะสั้นของรัฐบาลแม้อาจต้องแลกด้วยความเชื่อมั่นระยะยาว

นักวิชาการ มศว ท่านเดิมยังระบุต่อไปว่า… การมองปัญหาแบบนอร์มัลไลเซชันนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่รัฐบาลพูดหรือสื่อสาร แต่คือสิ่งที่รัฐบาลไม่ทำสังคมจึงมีการมองว่า… รัฐบาลมุ่งเน้นแต่นอร์มัลไลเซชันปัญหา แต่ไม่คิดยกระดับปัญหา นี่คือการผลักภาระให้ประชาชน จนนำไปสู่“ความล้มเหลวซ้ำซ้อน”หลายชั้น โดย “ชั้นแรก” คือ… การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่ “ชั้นที่สอง” คือ… การสูญเสียความเชื่อมั่น จากการพูดไม่ชัดเจน หรือสื่อสารแต่ไม่มีรายละเอียด …ซึ่งก็ยิ่ง ทำให้คนไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะจัดการปัญหาวิกฤติได้ ที่จะเป็นปัจจัยบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลในท้ายที่สุด…

รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพจะใช้นอร์มัลไลเซชันอย่างจำกัด และใช้ซีเคียวริไทเซชันอย่างแม่นยำ โดยเน้นสื่อสารความจริงในระดับที่ประชาชนรับได้ แต่กลับกันถ้าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวจะใช้นอร์มัลไลเซชันมากกว่าวิธีอื่น เพื่อเป็นยาชา เพื่อปิดบังปัญหา”…เป็น “มุมวิเคราะห์” ที่ รศ.ดร.ศิพิมพ์ ระบุ และยังชี้ถึง “นอร์มัลไลเซชัน”ด้วยว่า…

ถ้าทำให้ “สังคมคุ้นชินความล้มเหลว”

จน “มองวิกฤติเป็นเรื่องปกติทั่วไป”

เช่นนี้ไทยจะเข้าสู่จุดอันตราย!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์