ทั้งนี้ สำหรับการวิเคราะห์ในประเด็นดังกล่าวเป็นมุมมองจาก ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร อาจารย์สาขาวิชาเอกการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่ติดตามศึกษา “พฤติกรรมคนโลกออนไลน์ยุค AI”
ที่สะท้อนมุมมองต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
กรณีนี้ไม่ได้กระทบแค่ระดับบุคคลเท่านั้น
แต่ยังกระทบไปถึง “เศรษฐกิจดิจิทัล” ด้วย

ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร
ทั้งนี้ มุมมองต่อเรื่องนี้ ทาง ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร อาจารย์วิชาเอกการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว ซึ่งได้ศึกษาติดตามและทำวิจัยเรื่องของ Social Listening สะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ที่มีกระแสดราม่าการ “ก๊อปปี้คอนเทนต์” นั้น กรณีนี้ปรากฏให้เห็นในสังคมดิจิทัลไทยมาได้สักพักแล้วจนทำให้ในปัจจุบันนี้จึงไม่อาจใช้ทฤษฎีการสื่อสารแบบเดิมได้แล้ว เนื่องจากทฤษฎีเดิมนั้นจะต้องรู้ชัดเจนว่า… ใครคือคนส่งสาร? และใครเป็นผู้รับสาร? แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิด ผลกระทบต่อตลาดความคิดสร้างสรรค์
“เวลานี้ตลาดความคิดสร้างสรรค์ถูกบีบพื้นที่ให้น้อยลงด้วยอัลกอริธึม จนกลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลจากต้นทุนที่ต่างกันระหว่างออริจินัล กับคนที่ก๊อบปี้ จนเกิดคำเรียกกลุ่มหลังนี้ว่า… ฟรีไรเดอร์ (Free Rider) ซึ่งเป็นคนที่ได้ประโยชน์โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย” …เป็น “ผลกระทบ” ตัวแรกของปรากฏการณ์นี้ ที่นักวิชาการชี้ไว้
จากปัญหาในแง่ “ต้นทุนที่ต่างกัน” ของคนที่เป็นต้นฉบับ กับคนที่ทำตามลอกเลียนแบบ กรณีนี้ทำให้พื้นที่ของตลาดความคิดสร้างสรรค์ยิ่งมีพื้นที่ลดลง เพราะ คนที่เป็นต้นฉบับมีต้นทุนที่ต้องแบกรับสูง โดยเฉพาะ “ต้นทุนความคิด” และ “ความพยายาม” จนคิดค้นสไตล์ หรือสามารถผลิตคอนเทนต์ให้โดนใจคนได้ ในขณะที่คนที่ทำตาม หรือ กลุ่มฟรีไรเดอร์ต้นทุนแทบจะเป็นศูนย์!! ส่งผลให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลยิ่งมาก และยิ่งในตอนนี้เป็นยุค AI ด้วยแล้วก็ยิ่งง่ายมาก
“ไม่ต้องลงทุนลงแรง เพราะนำสูตรสำเร็จของคนที่ดังกว่ามาใช้ ทำให้ต้นแทบแทบไม่มี แถมยังสามารถคาหวัผลตอบแทนที่จะได้รับจากยอดผู้ชมและผู้ติดตามที่ได้จากอัลกอริธึม ก็เลยทำให้คนเลือกทำตามเลียนแบบคนที่ดังกว่า พอเป็นแบบนี้ก็เลยทำให้ตลาดของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ค่อย ๆ มีพื้นที่น้อยลง” …นักวิชาการคนเดิมระบุ

นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบ “ความย้อนแย้งเชิงพฤติกรรม” ของ “คนยุคดิจิทัล” ที่น่าสนใจ โดย ดร.รัตนวดี กล่าวว่า… “การเพิ่มขึ้นของฟรีไรเดอร์” ยังมีอีกสาเหตุ ที่น่าจะเป็นตัวกระตุ้นเช่นกัน นั่นคือ “ความอยากมีตัวตนในโลกดิจิทัล” ทำให้ “ต้องก๊อบปี้คนที่ดังกว่า” ที่สะท้อนผ่าน “คอนเทนต์แนวสูตรสำเร็จ” ที่มีมากมายในเวลานี้…นักวิชาการ มศว ระบุ
“เรื่องนี้ฉายภาพคนยุคดิจิทัลว่า… หลายคนอยากมีตัวตนที่คนอื่นมองเห็น แต่ไม่อยากรอนาน ๆ กับไม่อยากฝึกฝนเรียนรู้เหมือนกับคนสมัยก่อน ที่ต้องลองผิดลองถูก ต้องพยายามกว่าจะสำเร็จ จึงเลือกใช้สูตรสำเร็จที่คนอื่นมาใช้ โดยไม่พยายามสร้างขึ้นเอง จนเกิดพฤติกรรมเด่นขึ้นมา คือ อยากสำเร็จไว อดทนไม่พอ รอไม่ได้..”
จนเกิด “ความย้อนแย้งเชิงพฤติกรรม” ขึ้นมา
ทางอาจารย์สาขาวิชาเอกการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ และผู้วิจัยเกี่ยวกับ Social Listening ได้แสดงความกังวลต่อ “ปรากฏการณ์” และ “พฤติกรรมคนยุคดิจิทัล” เวลานี้ว่า… ตอนนี้เราอาจจะกำลังเดินมาถึง “ทางแพร่งในยุคดิจิทัล!!” กันแล้ว ยิ่งมีตัวเร่งเสริมจากเทคโนโลยี AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค Generative AI ก้าวสู่ยุค Agentic AI ซึ่งแม้ยังไม่ได้พัฒนาไปดีที่สุด แต่ก็เข้ามามีบทบาท มีอิทธิพลกับคนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ซึ่งหากให้ AI กลืนกินทุกส่งจนเกินพอดีแบบนี้ก็น่าเป็นห่วงว่า… ทักษะความรู้บางที่มนุษย์เคยมีอาจหายไป!! หรืออาจถึงขั้นสูญเสียอารยธรรมบางอย่างไป
“ตอนนี้มีคนที่อยากเด่นดังในโลกดิจิทัลไว ๆ แต่อดทนไม่พอ รอไม่ได้ ก็เลยเลือกใช้ทางลัดสร้างตัวตนมากกว่าจะสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง ยิ่งมี AI ยิ่งง่าย ซึ่งตัวเลขการสำรวจการใช้ AI ของคนไทยผ่านแบรนด์และช่องทางต่าง ๆ ที่ทำพบเรื่องน่าตกใจว่า…แค่เวลาสั้น ๆ 7 นาที คนไทยมีปฏิสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ AI ไปแล้วกว่า 1 ล้านครั้ง!!”
ดร.รัตนวดี กล่าวกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ถึง “ข้อกังวลที่น่าห่วง” ว่า… นอกจากปริมาณการใช้ AI ที่น่าตกใจแล้ว ที่น่ากังวลคือ คุณภาพการใช้งาน AI เพราะผลสำรวจที่ทำพบว่า… กว่า 80% เน้นใช้เพื่อความบันเทิง โดยจะมีแค่ 10% ที่ใช้เพื่อสร้างมูลค่า ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ก็จะ กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลไทย แน่นอน ที่สำคัญ “ปรากฏการณ์ก๊อบปี้” ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งถ้ามองจากพฤติกรรมผู้ใช้งาน AI ที่เน้นใช้เพื่อความบันเทิง ก็อาจเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการ “ทำตามเลียนแบบ”คอนเทนต์ที่ดัง เนื่องจาก “ผู้เสพคอนเทนต์” เน้นความบันเทิง แต่ไม่ได้ต้องการประโยชน์เชิงมูลค่า จึงไม่สนหรือไม่แคร์ว่า…
“คอนเทนต์ที่ดู” เป็นของจริงหรือของก๊อบปี้!!
เป็นแรงผลักให้อัลกอริธึมส่งเสริมการทำซ้ำ…
จนสุดท้าย “ก๊อบปี้คนดัง” ก็เลยเป็น “เทรนด์?”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



