ทั้งนี้ จากปุจฉาข้างต้นดังกล่าว เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เป็นคำถามคาใจที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นั้นก็สงสัยและอยากจะทราบคำตอบดังกล่าวเช่นกันว่า… แท้ที่จริงแล้วคนไทยจะลืมง่ายเหมือนที่ถูกตั้งคำถามเช่นนี้จริงหรือไม่? …หรือมีปัจจัยอะไรที่อยู่เบื้องหลังของปฏิกิริยานี้…

ที่ “ปุจฉา” เรื่องนี้ก็มีคำอธิบายเชิงจิตวิทยา

จะเป็นแบบที่หลายคนคิด หรือมีสาเหตุอื่น

กรณีนี้ก็ต้องลองมาดูกับ “มุมวิเคราะห์” กัน

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์

เกี่ยวกับคำถามต่อปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น จนนำมาสู่ปุจฉาที่ว่า… “คนไทยเป็นคนลืมง่ายจริงหรือไม่?” นั้น สำหรับคำอธิบายต่อปรากฏการณ์นี้ ทาง ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต ได้มีการอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้กับทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… กับ “ภาวะลืมง่ายของสังคม” นั้น ที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ เรื่องนี้ไม่ใช่ความบกพร่องทางสติปัญญา แต่เป็นผลลัพธ์การทำงานร่วมกันระหว่างสมองและสิ่งแวดล้อมรอบตัวโดยสมองจะทำหน้าที่ในการปกป้องจิตใจของมนุษย์ เพื่อไม่ให้มนุษย์ต้องเผชิญภาวะความเครียดที่สูงมากเกินไป ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า… การบริหารจัดการภาระทางรับรู้ (Cognitive load) นั่นเอง

เมื่อเราเสพข่าวหรือเรื่องหดหู่ น่ากลัว หรือทำให้สะเทือนใจ สมองส่วนหน้าจะสั่งการให้มนุษย์หันเหความสนใจไปเรื่องอื่นโดยอัตโนมัติทันที ซึ่งกลไกนี้เป็นเหมือนระบบฟิวส์ช่วยตัดไฟให้จิตใจเรา เพื่อเซฟไม่ให้สมองและจิตใจอ่อนล้าจนพังทลายลงไป” ..ดร.นพ.วรตม์ ฉายภาพกลไกส่วนนี้ ที่ทำหน้าที่ “ป้องกันไม่ให้จิตใจลัดวงจร”

โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต ยังอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของกลไกนี้ว่า… กลไกดังกล่าวจะทำงานเต็มที่เป็นพิเศษเมื่อคนเราต้องวนเวียนมาเจอ หรือเสพข่าวร้าย หรือเผชิญเหตุแย่ ๆ ในชีวิตวน ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวัน โดยกลไกระบบสมองจะค่อย ๆ ปรับสภาวะจิตใจคนนั้น ให้ค่อย ๆ เกิดภาวะหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือ “ภาวะชินชา” หรือDesensitization” โดยมีจุดประสงค์สำคัญที่สร้างภาวะนี้ขึ้นมา คือ เพื่อนำไปใช้เป็นเกราะป้องกันความเจ็บปวดทางจิตใจ เพื่อให้คนนั้นมีความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น… เป็น “ประโยชน์การลืม” ที่มีเป้าหมายเพื่อลดความเจ็บปวดในจิตใจ

นอกจากนั้น เมื่อกลไกนี้ทำงานจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า… การบริหารจัดการข้อมูลของระบบความจำ” ที่จะทำงานใต้กลไกสำคัญ 4 อย่าง คือกลไกแรก การไม่ใช้ความจำ (Decay through dis-use) โดยข้อมูลที่เคยเข้ามาในความจำ เมื่อไม่มีตัวกระตุ้นที่มากเพียงพอ หรือมีพลังกระตุ้นที่มากพอ กรณีนี้จะทำให้ความจำค่อย ๆ ถูกทำให้เลือนหายไป…

กลไกที่สอง ผลจากการแทรกสอดสิ่งที่เรียนรู้เพิ่มเติม (Interference effect) โดยกลไกนี้จะเป็นการรบกวนกันระหว่าง “ข้อมูลเก่าที่มีอยู่เดิมในระบบความจำ” และ “ข้อมูลใหม่ที่เข้าสู่สมอง” ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลเรื่องใหม่ที่สดกว่า หรือดราม่ากว่า มักจะเข้าไปบดบัง หรือขับไล่เรื่องในอดีตในระบบความจำเดิมให้หลุดลอยหายไป ส่งผลทำให้คนจดจำเรื่องเก่า ๆ ไม่ค่อยได้ หรือถูกเรื่องใหม่ดึงดูด ทำให้หันเหความสนใจไป …เป็นกลไกที่สองในกระบวนการนี้

กลไกที่สามเป็น ความล้มเหลวการเรียกคืนความจำ (Retrieval failure theory) โดยกลไกนี้ ดร.นพ.วรตม์อธิบายว่า… แม้คนเราจะมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่มักจะถูกเก็บเอาไว้ในสมองส่วนลึกทำให้บางครั้งไม่ถูกนำกลับมา หรือถูกดึงออกไปจากระบบความจำแล้ว เนื่องจากเพราะอาจจะขาดสิ่งกระตุ้นที่เหมาะสม หรือตัวกระตุ้นไม่มีพลังพอที่จะดึงความจำในสมองส่วนลึกนี้ออกมา เพื่อทำให้คนจำเรื่องราว หรือเหตุการณ์นั้นได้… และนี่คือกลไกที่สามของกระบวนการนี้

ขณะที่กลไกสุดท้าย ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด ดร.นพ.วรตม์ ให้ข้อมูลว่า… นั่นก็คือกลไก การจงใจลืม (Motivated forgetting) โดยกลไกดังกล่าวเป็นผลลัพธ์ของความพยายามของจิตใต้สำนึกที่พยายามผลักความทรงจำที่เจ็บปวดในจิตใจของมนุษย์ออกไปจากระบบความจำ ซึ่งจะทำงานเมื่อ สมองต้องการเคลียร์พื้นที่บาดแผลทางใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มนุษย์มีความยืดหยุ่นทางจิตใจ และใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันได้…

นี่ป็นกลไกสมองทำให้คน “ทั้งจำทั้งลืม”

อย่างไรก็ดีถึงแม้กลไกดังกล่าวนี้จะช่วยให้มนุษย์มีชีวิตรอด เมื่อเผชิญเหตุรุนแรง หรือเรื่องร้ายแรงมาได้ แต่ก็ “มีความน่ากลัว” ถ้าเกิดภาวะไม่สมดุล โดยเฉพาะกับ “สังคมยุคดิจิทัล” ที่สภาพแวดล้อมรอบตัวคนยุคนี้เต็มไปด้วยข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างท่วมท้นทุกทิศทาง ซึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่นอของ ระบบเศรษฐกิจแย่งชิงความสนใจ (Attention Economy) โดยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ จะพยายามป้อนเรื่องใหม่ หรือดราม่าใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่เรื่องราวในอดีตของเมื่อวาน จึงส่งผลทำให้ผู้คนปัจจุบันที่ใช้ชีวิตใต้สภาวะแวดล้อมเช่นนี้ จึงถูกทำให้ “ความจำหดสั้นลงเรื่อย ๆ”

การที่คนยุคนี้พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปทำให้เกิดภาวะหนึ่งซึ่งเรียกว่าการฝากความจำไว้ภายนอก (External Cognitive Offloading) เช่น บางคนต้องพึ่งจีพีเอสนำทางตลอดเวลา หรือบางคนต้องตั้งเตือนนัดหมายทุกอย่างไว้กับปฏิทินมือถือ ซึ่งพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ส่งผลต่อสมองของเราโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่ทำหน้าที่สร้างความทรงจำระยะยาวนั้น มีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงไป”

นอกจาก “สภาพแวดล้อมในยุคอัลกอริธึม” แล้ว ทาง ดร.นพ.วรตม์ ยังกล่าวถึงอีกปัจจัยที่ทำให้ “คนความจำสั้นลง” ว่า… จากพฤติกรรมของผู้คนยุคนี้ที่สังเกตเห็น พบว่า… การใช้ชีวิตประจำวันตอนนี้มักจะถูกรบกวนด้วยการแจ้งเตือนตลอดเวลา จนทำให้สมองไม่มีเวลาพัก โดยเมื่อใช้ชีวิตเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ที่สุดจะลดประสิทธิภาพการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่บริหารจัดการข้อมูลในระบบความจำ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับข้อมูลระยะสั้น ๆ ที่เข้ามา ซึ่งจะทำให้สมองไม่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนความจำระยะสั้น ๆ ให้กลายเป็นความจำระยะยาวจนหลายคนเกิด “ภาวะลืมง่ายไวเกินไป”

นอกจากจะเป็นกลไกหนึ่งของสมองแล้วที่ทำให้คนยุคนี้ลืมง่าย ก็ยังมีปัจจัยจากสภาพแวดล้อมบนโลกดิจิทัลที่อัลกอริธึมพยายามแย่งชิงความสนใจคนด้วยการป้อนเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่เรื่องเดิมตลอดเวลาทุกวินาที จนทำให้ระบบความจำคนยิ่งหดสั้นลงเรื่อย ๆ เพราะมีเรื่องใหม่ให้สนใจตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถึงแม้ระบบการลืมจะมีข้อดี แต่ถ้าตกอยู่ภายใต้การถูกทำให้ลืมง่ายเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ มากขึ้น กรณีนี้ก็จะสุ่มเสี่ยงอาจจะทำให้สังคมเกิดปัญหาได้เช่นเดียวกัน”…เป็น “คำเตือน” จาก ดร.นพ.วรตม์กับ “ภาวะลืมง่าย” จนนำไปสู่ปุจฉา “ทำไมคนไทยถึงลืมง่าย?” และตามมาด้วยอีกหนึ่งคำถามสำคัญ นั่นคือถ้าหาก “สังคมไทยตกอยู่ในภาวะลืมง่าย” ต่อไปเรื่อย ๆ …

กรณีนี้จะส่งผลให้เกิดผลกระทบอะไรขึ้น?

รวมถึงจะมีทางแก้ หรือวิธีรับมือเช่นไรนั้น

ต้องมาฟัง “มุมวิเคราะห์” เรื่องนี้ต่อพรุ่งนี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์