ความเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่ม นักการเมืองบางพรรค ดูเหมือนจะมีเป้าหมายต้องการ ให้กระบวนกาบัตรวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นโมฆะ เพื่อนำไปสู่การล้มเลือกตั้ง เนื่องจาก มีอาการผิดหวัง เพราะกลุ่มที่ตนเองสนับสนุน ประสบความพ่ายแพ้ ในสมรภูมิการต่อสู้ ทางการเมืองอย่างยับเยิน
อีกทั้ง กกต.มีปัญหา ด้านการสื่อสาร ปล่อยให้หลายเรื่อง ที่เป็นประเด็นร้อน มีความคลุมเครือ ไม่ชี้แจงแบบทันทีทันใด จนทำให้ เกิดวิกฤติศรัทธา ส่วน “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธานกกต. และคณะ ร่วม 7 คน ก็เล่นบทลอยตัว เมื่อทำงาน เป็น
รูปแบบบอร์ด กลายเป็นว่า ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร นำมาสู่เสียงวิจารณ์ในด้านลบ
อย่างที่ กำลังเป็นปัญหา คือ บัตรเลือกตั้ง ที่มีคิวอาร์โค้ดติดอยู่ ซึ่งอาจทำให้คนรู้ว่า ลงคะแนนให้กับผู้ใด ซึ่ง การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 บัตรเลือกตั้งมีการใช้คิวอาร์โค้ดอยู่ แต่ครั้งนั้น ไม่เป็นประเด็น เพราะไม่มีภาพหลุดออกมา ในโซเชียล หรือเป็นเพราะ “พรรคก้าวไกล” คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง เลยไม่มีใครสนใจ ที่จะตรวจสอบ แต่เลือกตั้งครั้งนี้ ล่าสุดพรรคส้มดันแพ้ พรรคสีน้ำเงิน ที่ทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น งานนี้ เลยเกิดปัญหาตามมา
ด้าน “ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยากร” รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงถึงกรณีบัตรมีบาร์โค้ด ที่ทำให้คนรู้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใดว่า ขั้นตอนใช้สิทธิ ต้องเขียนต้นขั้ว เอาบัตรไปในคูหา ไม่มีใครรู้ เรารู้คนเดียว ไม่มีใครล่วงรู้ได้
ท่านอาจบอกว่ารู้ได้ ก็มีกฎหมาย ห้ามนำบัตรไปแสดงให้กับผู้อื่น และห้ามให้ผู้ใด ใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ทั้ง 2 ส่วนผิดกฎหมาย มีโทษอาญา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ถ้าเราได้สิทธิคนเดียว เอาไปเปิดเผยย่อมไม่เกิดขึ้น เมื่อเสร็จก็ต้องไป หย่อนบัตรด้วยตัวเอง
ก็ต้องไปหย่อนบัตรด้วยตัวเอง ก็เป็นไปตามขั้นตอน เมื่อปิดการลงคะแนน เวลา 17.00 น. กระบวนการนับ กปน. ก็หยิบบัตรมาขานโดยไม่รู้ว่าเป็นบัตรใคร เพราะต้นขั้วบัตร ไปคนละที่ นับเสร็จ บัตรก็ไป บรรจุถุงวัสดุใส แยกบัตรดี บัตรเสีย มีเคเบิล
ไทคล้อง ไว้หน้าถุง ไม่มีใครเปิดได้ หีบบัตร แต่ละประเภท เมื่อทำแบบนี้ เอาถุงใส่ในหีบบัตร ล็อกเทปกาว ใช้เคเบิลไทอีกชั้น แล้วนำหีบบัตรส่งไปศูนย์ลงคะแนน ยุบรวบหีบบัตร
ส่วน “นายภัทรพงศ์ ศุภักษร” หรือทนายอั๋นบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า เข้ายื่นหนังสือถึง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประเด็นเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ที่สามารถระบุ ตัวตนผู้ลงคะแนน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป. สส. มาตรา 96 ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งเรื่องนี้ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคย มีคำวินิจฉัยเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ จะต้องเป็นโมฆะ เท่านั้น
“ภายใน 15 วัน ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ดำเนินการ ผมถึงจะไปยื่นโดยตรง ที่ศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าประเด็นนี้ศาลต้องรับ และผมจะต้องได้เบิกความ อธิบายขยายความ ด้วยตัวเองได้แน่นอน สำหรับคดีนี้ และผมจะ ล้มการเลือกตั้ง ครั้งนี้ให้จงได้” นายภัทรพงศ์ กล่าว
ขณะที่ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า เตรียมดำเนินคดีกับ กกต. หลังแถลงยอมรับว่า ทั้งระบบบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดที่ปรากฏ บนบัตรเลือกตั้ง สามารถสแกนและ ตรวจสอบย้อนกลับ (Track) ไปถึงต้นขั้วเพื่อระบุตัวตนได้ว่า ผู้ลงคะแนนคนใดเลือกพรรคการเมือง หรือผู้สมัครรายใด
ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าว ถือเป็นการจงใจ ละเมิดหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง ที่ต้องเป็นความลับ อย่างร้ายแรง โดยจะยื่นฟ้อง กกต. ต่อ ศาลอาญาทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ไหน ๆ เรื่องนี้จะเข้าสู่ กระบวนการตรวจสอบ ผมอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อหาคำตอบให้ชัดไปเลย บัตรเลือกตั้ง ที่มีคิวอาร์โค้ด ถือเป็นความผิดหรือไม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ไม่ให้ใครใช้เป็นประเด็น หวังผลนำไปสู่ การล้มเลือกตั้ง.
“เขื่อนขันธ์”



