วุ่นวายกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง จนหลังเลือกตั้ง เกือบจะ 2 สัปดาห์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะแม่งานเพิ่งจะรายงานผลงานผลการเลือกตั้งแบบเป็นทางการ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีบางหน่วย บางเขตที่ต้องนับคะแนน ต้องออกเสียงลงคะแนนกันใหม่ จากหลายสาเหตุแตกต่างกัน อันนำมาสู่การร้องเรียนการทำงานของกกต. ที่ไปไกลถึงข้อเรียกร้องให้ “การเลือกตั้ง 69 เป็นโมฆะ” “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับคนที่เคยอยู่วงในกกต.อย่าง อดีตกกต. “สมชัย ศรีสุทธิยากร”ในฐานะเป็นรุ่นพี่ทำหน้าที่กกต.มาก่อนสะท้อนการถึงการทำงาน และให้ตัดเกรดการทำงานของกกต.ชุดปัจจุบันอย่างไร

โดย “อดีตกกต.”เปิดประเด็นว่า ความไม่เรียบร้อยครั้งนี้เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก 1.ความบกพร่องระดับปฏิบัติการของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ซึ่งอาจมาจากการอบรมที่ไม่เข้มข้นเพียงพอ ทำให้เห็นปัญหาตั้งแต่การฉีกบัตร การปฏิบัติต่อผู้มาใช้สิทธิที่ไม่เท่าเทียม ไปจนถึงการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส จนประชาชนตั้งคำถามว่าคะแนนถูกต้องหรือไม่ 2. ปัญหาเชิงออกแบบจากส่วนกลาง เช่น การจัดเลือกตั้งล่วงหน้าที่รวมศูนย์หนึ่งเขตหนึ่งจุด จนเกิดความแออัด บางเขตในกรุงเทพฯ มีผู้ใช้สิทธิกว่า 60,000 คนในหน่วยเดียว นอกจากนี้ยังมีปัญหาการส่งบัตรกลับ ทั้งรหัสจังหวัด รหัสเขตผิดพลาด ทำให้การจัดส่งสะดุด
แม้แต่วันเลือกตั้งจริงก็ยังมีปัญหาตั้งแต่การรายงานผลที่ล่าช้า กว่าจะประกาศผลอย่างเป็นทางการก็ผ่านไปกว่า 10 วัน ทั้งที่คะแนนจากทั่วประเทศมาครบแล้ว เหตุล่าช้าทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่าจะมีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตัวเลขหรือไม่
ประเด็นใหญ่ที่สุดคือการออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นขั้ว และอาจเชื่อมโยงได้ว่าใครใช้สิทธิและเลือกใคร เรื่องนี้สร้างความกังวลอย่างมาก และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่มีการยื่นคำร้องขอให้ “การเลือกตั้งเป็นโมฆะ”
@ ในอดีตกับปัจจุบันมีเทคนิคต่างกันอย่างไรในการออกแบบบัตรเลือกตั้งไม่ให้ถูกปลอมแปลง มีบัตรผีเข้ามา รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับ
มีมาตรการ 2 อย่าง 1. ป้องกันการปลอมแปลงบัตร เช่น ทำลายน้ำ ทำตัวอักษรที่พิมพ์ด้วยหมึกที่มองไม่เห็น การซ่อนตัวอักษรขนาดจิ๋วไว้ในบัตร การมีระบบการพิมพ์พิเศษหากไปถ่ายเอกสารหรือสแกนภาพ ก็จะรู้ได้ 2. มาตรการตรวจพิสูจน์เพื่อป้องกัน การทุจริตในการเลือกตั้ง เช่น การพิมพ์บัตรเกิน การตรวจบัตรรั่วไหลมาจากเขตพื้นที่ใด โดยใช้รันนิ่งนัมเบอร์ธรรมดาๆ ก็สามารถตรวจสอบได้ แต่กกต.ชุดนี้กลับเลือกใช้วิธีการที่มีปัญหา

@ มีระเบียบ กฎหมายกำหนดหรือไม่ว่ารูปแบบที่ใช้ในการจัดทำบัตรแต่ละรอบจะต้องไม่ให้ซ้ำแบบเดิม
ไม่จำเป็น เพราะมาตรการเดิมถือว่าเป็นมาตรการขั้นสูงแล้ว คุณภาพการพิมพ์ใกล้เคียงธนบัตร ปลอมแปลงได้ยาก การตรวจสอบว่าบัตรเกินหรือไม่ หรือบัตรไปโผล่นอกพื้นที่ ก็ใช้รันนิ่งนัมเบอร์ตรวจได้ หากจะใช้บาร์โค้ด ก็ควรตรวจสอบย้อนกลับได้เพียงระดับเขตหรือหน่วย ไม่ควรลงลึกถึงบัตรแต่ละใบ เพราะเสี่ยงต่อการละเมิดความลับของผู้ใช้สิทธิ
@ ขณะนี้มีการมอง 2 มุมถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าผิดพลาดจริงๆ กับเป็นเกมการเมืองอะไรหรือไม่
ความไม่เป็นกลางของ กปน. มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะโครงสร้างการสรรหาพึ่งพาเครือข่ายกระทรวงมหาดไทย โดยนายอำเภอทำหน้าที่ผู้อำนวยการเขต และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีส่วนคัดเลือก กปน. ซึ่งบางพื้นที่อาจมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการนับคะแนนผิด กรอกคะแนนผิด หรือแม้กระทั่งช่วยเหลือผู้สมัคร เช่น นำบัตรที่ไม่มีผู้มาใช้สิทธิไปสวมสิทธิแทน
@ การทำ TOR จ้างบริษัทพิมพ์บัตรเลือกตั้งถ้าไม่ได้ระบุให้ทำบาร์โค้ด แต่ในทางปฏิบัติกลับทำได้ แบบนี้เป็นไปได้หรือไม่
ทำได้ เพราะเงื่อนไขที่อยู่ใน TOR เป็นเงื่อนไขกว้างๆ เช่นใช้คำว่า “ต้องมีรหัสเพื่อใช้ในการตรวจสอบป้องกันการทุจริต” โดยโรงพิมพ์เป็นผู้ออกแบบ อาจเป็นบาร์โค้ด, คิวอาร์โค้ด หรือรันนิ่งนัมเบอร์ ก็ได้ แต่กกต.เป็นผู้พิจารณาด้วยความรอบคอบว่ามาตรการที่ออกแบบมานั้นดีพอหรือไม่ เช่น อาจยังป้องกันไม่ได้ หรือดีเกินไปคือตรวจสอบได้ถึงขนาดต้นขั้วบัตรแต่ละใบ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการขนาดนั้น เพราะมันมีโอกาสที่จะตรวจสอบได้ว่าใครเลือกใคร นี่คือสิ่งที่กกต.ต้องมีความสามารถมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ จะโทษโรงพิมพ์ไม่ได้

@ มีโอกาสที่การเลือกตั้งของไทยจะเป็นโมฆะหรือไม่ แล้วกกต.ควรจะตั้งหลักเรื่องนี้อย่างไร
กกต. ก็ต้องตั้งหลักด้วยการชี้แจงหน่วยงานทั้งหลาย ส่วนจะเป็นโมฆะหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า คำร้องเป็นอย่างไร คำชี้แจงจากกกต.เป็นอย่างไร และ ความเห็นองค์กรที่พิจารณาเป็นอย่างไร ซึ่งมีวิธีการคิดและตัดสินใจของเขาเอง อย่างไรก็ตามถือว่ามีโอกาสเป็นโมฆะ คำว่ามีโอกาสก็แปลว่า เกิน 50%
@ ปัญหาที่เกิดขึ้นจะถึงขั้นทำให้กกต.ติดคุกเหมือนในอดีตหรือไม่
ปัญหาที่เกิดขึ้นมีโอกาส ที่กกต.จะติดคุก เพราะถูกร้องสารพัดศาล ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลอาญาทุจริต ซึ่งศาลอาญานี้จะเป็นคดีที่มีโอกาสติดคุกได้
@ ถ้าการเลือกตั้งเป็นโมฆะแล้วกกต.ติดคุกค่าใช้จ่ายต่างใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ถ้าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือการเลือกตั้งเป็นโมฆะ รัฐบาลต้องเตรียมเงินประมาณ 4-5 พันล้านบาทในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุนที่เราไม่ควรจะเสีย แต่เมื่อเสียไปแล้วโดยการกระทำของคณะบุคคลที่รับผิดชอบในเรื่องพวกนี้ กระทรวงการคลังก็ต้องตั้งคณะกรรมการมาสอบหาผู้รับผิดทางละเมิด ว่าใครเป็นต้นเหตุให้เงินของรัฐเสียหาย มีความตั้งใจ รู้ทั้งรู้ ประมาทเลินเล่อหรือไม่ ถ้าผลสอบสวนออกมาว่าเป็นการประมาทเลินเล่อร้ายแรง หรือเจตนาทำให้เสียหายก็จะมีการเรียกให้ผู้ที่กระทำให้เกิดความเสียหายนั้นชดใช้
@ ในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนนี้จะมีคำแนะนำประชาชน และพรรคการเมืองอย่างไร
ตราบใดที่ยังไม่มีการตัดสิน ทุกคนก็ให้ทำหน้าที่ของตนเองไป กกต.ก็เดินหน้าทำงานของตัวเอง ทั้งการประกาศผลเลือกตั้งทางการ เดินหน้าสอบสวนคดีทุจริตที่ร้องเข้ามา การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้ได้ 95% ตลอดจนการชี้แจงใน 3 ประเด็นที่ถูกร้อง ก็ทำไป ส่วนพรรคการเมืองก็เตรียมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไป แต่ยังไม่จบไม่สิ้น เพราะยังต้องรอการประกาศที่เป็นทางการก่อน ขณะที่ประชาชนตนคิดว่าอะไรก็ตามถ้ายังไม่เข้าสู่กระบวนการก็วิจารณ์ได้เต็มที่ แต่เมื่อไหร่ที่เข้าไปสู่กระบวนการแล้ว เราก็อาจจะต้องไว้วางใจให้องค์กรที่เขาอยู่ในกระบวนการดังกล่าวเป็นฝ่ายพิจารณาไป.



