ขณะที่โลกตะวันตกกำลังเรียกร้องให้พนักงานที่เป็นมนุษย์แสดงประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อจะได้ไม่ถูกแทนที่ด้วย “เอไอ” ในหลายตำแหน่ง ประเทศญี่ปุ่นกลับมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “มาโดกิวะโซกุ” (Madogiwazoku) ซึ่งแปลได้ว่า “ชนเผ่าริมหน้าต่าง” หมายถึงพนักงานอาวุโสรุ่นเจเนอเรชันเอ็กซ์และเบบีบูมเมอร์ที่ถูกกันให้ไปนั่งทำงานที่โต๊ะริมหน้าต่างโดยแทบไม่มีภาระงานสำคัญใดๆ ให้รับผิดชอบ นอกจากตอบอีเมลบ้างเล็กน้อยหรือจัดการงานเอกสารเพียงผิวเผิน แต่ยังคงได้รับเงินเดือนสูงและสวัสดิการตามระบบอาวุโสตามพันธสัญญาว่าด้วยการจ้างงานตลอดชีวิตที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมองค์กรญี่ปุ่นมายาวนาน
แม้ปรากฏการณ์นี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเหนื่อยล้าในโลกการทำงานที่ต้องทนต่อแรงกดดันว่าอาจโดนเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ได้ทุกเมื่อ
อินฟลูเอนเซอร์ชาวญี่ปุ่นวัย 74 ปี ที่ใช้ชื่อว่า @papafromjapan อธิบายผ่านคลิปวิดีโอที่เขาโพสต์บนติ๊กต็อกว่า “ในขณะที่ทรัมป์พูดว่า ‘คุณถูกไล่ออก’ แต่ในญี่ปุ่น เราไม่พูดแบบนั้น ถ้าใครทำงานไม่ดี เราจะจัดให้เขาไปนั่งริมหน้าต่าง ให้เขาทำงานเอกสาร คนกลุ่มนี้แหละที่เราเรียกว่า มาโดกิวะโซกุ”
เขาชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญว่า พนักงานเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ “สร้างปัญหา” ในออฟฟิศ แต่มักจะเป็นพนักงานที่ซื่อสัตย์และไม่ชอบมีเรื่องกับใคร พวกเขาเพียงแค่ตามไม่ทันเทคโนโลยีหรือกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป นายจ้างจึงเลือกที่จะกันพวกเขาออกไปนอกวง แทนการบีบให้ลาออก “พวกเขาไม่ใช่คนก้าวร้าว เราจึงปล่อยให้พวกเขาทำงานไป พวกเขาไม่บ่น และมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ และทำงานให้บริษัทมาเป็นเวลานาน”
ปัจจุบันญี่ปุ่นมีอัตราการจ้างงานผู้สูงอายุสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกพัฒนาแล้ว โดยในปี 2565 มีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 1 ใน 4 ที่ยังคงทำงานอยู่ เมื่อเทียบกับในสหรัฐอมเริกาที่มีไม่ถึง 1 ใน 5 และในสหราชอาณาจักรมีเพียง 1 ใน 10 ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าแรงงานญี่ปุ่นราว 80% ต้องการทำงานต่อหลังเกษียณ โดยราว 70% ชอบทำงานกับนายจ้างปัจจุบันมากกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่น
รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ผลักดันกฎหมายที่ช่วยเสริมความมั่นคงในการจ้างงานผู้สูงอายุ และมอบเงินอุดหนุนจำนวนมากเพื่อกระตุ้นให้บริษัทยังคงจ้างงานพนักงานอาวุโสไว้จนถึงอายุ 70 ปี สภาเศรษฐกิจโลกตั้งข้อสังเกตว่า บางบริษัทได้เริ่มใช้ระบบที่อนุญาตให้พนักงานขยายอายุเกษียณออกไปได้ ซึ่งช่วยให้พวกเขาทำงานได้นานขึ้นโดยไม่ต้องเสียสิทธิประโยชน์ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเสนอเงินอุดหนุนให้นายจ้างที่สนับสนุนความริเริ่มดังกล่าว
ในทางกลับกัน นโยบายที่อะลุ้มอล่วยแก่ผู้สูงอายุนี้ได้สร้างความอึดอัดใจให้กับพนักงานรุ่นใหม่ ในการสำรวจพนักงาน 300 คนที่มีอายุระหว่าง 20 – 39 ปีในบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นหลายแห่งพบว่าร้อยละ 49.2 กล่าวว่าบริษัทของพวกเขามี “ตาลุงที่ไม่ทำงาน” อยู่ด้วย
เมื่อถามพนักงานรุ่นใหม่ว่า ผู้เฒ่าเฝ้าหน้าต่างเหล่านี้ทำอะไรบ้างในแต่ละวัน คำตอบอันดับต้นๆ คือ การพักสูบบุหรี่และกินขนมบ่อยเกินไป การพูดคุยไร้สาระ การใช้อินเทอร์เน็ต และการนั่งเหม่อไปเรื่อยๆ
แม้แต่ในญี่ปุ่นที่การเคารพผู้อาวุโสถูกปลูกฝังอยู่ในมารยาททางสังคม พนักงานรุ่นเจเนอเรชันวายและซี (Z) ก็เริ่มจะหมดความอดทน ผู้ตอบแบบสอบถาม 9 ใน 10 คนกล่าวว่า “ตาลุงที่ไม่ทำงาน” ในบริษัทส่งผลกระทบด้านลบต่อสถานที่ทำงาน โดยมองว่าพวกเขาทำให้ขวัญกำลังใจลดลง (59.7%) เพิ่มภาระงานให้ทุกคน (49%) และเป็นตัวถ่วงงบประมาณค่าแรง (35.3%)
อย่างไรก็ตาม แนวทางปฏิบัติเช่นนี้ยังมีข้อดี การยอมรับพนักงานอาวุโสที่ปรับตัวได้น้อยแทนที่จะไล่ออก จะช่วยให้บริษัทรักษาความมั่นคงทางจิตวิทยาไว้ได้ในแง่ที่ว่า สามารถลดความกังวลของพนักงานที่จะถูกไล่ออกอย่างกะทันหัน และรักษาประสบการณ์หลายทศวรรษที่สามารถนำมาใช้ในการให้คำปรึกษาและฝึกอบรมได้
ในยุคที่พนักงานตกงานเพราะโดนเอไอที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแย่งงาน บรรดา “ชนเผ่าริมหน้าต่าง” ของญี่ปุ่นอาจดูเหมือนคนทำงานไร้ประสิทธิภาพ แต่มันคือการสร้างความมั่นใจอย่างเงียบๆ ให้คนอื่นๆ ในบริษัทว่า ผลประกอบการที่ย่ำแย่เพียงไตรมาสเดียวหรือการตามไม่ทันทักษะและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะไม่ทำให้คุณต้องตกงานอย่างกะทันหันอย่างแน่นอน
ที่มา : fortune.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



