แต่คือการย้อนมองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดโต่งของ “ราชวงศ์สุดท้ายแห่งอิหร่าน” ที่วันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพาย้อนหน้าประวัติศาสตร์กัน…
จาก “นายทหาร” ก้าวสู่ “ปฐมกษัตริย์”
จุดเริ่มต้นราชวงศ์ปาห์ลาวี เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1921 โดย “พันเอก เรซา ข่าน” ผู้นำกองพันน้อยคอสแซค ยึดอำนาจกษัตริย์องค์ก่อน ของราชวงศ์กอญัร ก่อนที่ในปี ค.ศ.1925 จะสถาปนาตนเองเป็น “พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี” ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี และปี ค.ศ.1935 มีการ “เปลี่ยนชื่อประเทศ” จากเปอร์เซียมาเป็นอิหร่าน พร้อมพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก ผ่านนโยบายสังคมต่าง ๆ เช่น ห้ามสวมชุดพื้นเมือง การลดอำนาจฝ่ายศาสนา
“ปฏิวัติขาว” ดาบสองคมที่สั่นบัลลังก์
ยุคทองและจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในสมัย พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (กษัตริย์องค์ที่ 2) ที่ดำเนินนโยบาย “ปฏิวัติขาว (White Revolution)” เพื่อปฏิรูปที่ดินและสิทธิสตรี แต่อำนาจที่กระจุกตัวและความโหดเหี้ยมของ หน่วยสืบราชการลับ “ซาวัค (SAVAK)” กลายเป็นเชื้อไฟของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล โดยมี อายะตุลเลาฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้นำศาสนาที่ถูกเนรเทศ เป็นแกนนำต่อต้านคนสำคัญ ที่ใช้เพียง “เทปคาสเซ็ทเป็นอาวุธ” ในการปลุกระดมมวลชนจากในต่างแดน
“สิ้นสุดราชวงศ์” สู่ “ยุครัฐอิสลาม”
จนกระทั่งปี ค.ศ.1979 ด้วยแรงกดดันและความตึกเครียดจากเหตุประท้วงใหญ่ ทำให้ “พระเจ้าชาห์และราชวงศ์ต้องลี้ภัย” ออกนอกประเทศ พร้อม ๆ กับการที่ “โคมัยนีกลับคืนสู่อิหร่าน” และได้ สถาปนาสาธารณรัฐอิสลาม ขึ้นนับตั้งแต่นั้น ที่ถือเป็นการ ปิดฉากระบอบชาห์ หรือระบอบกษัตริย์ โดยส่งผลทำให้ “เจ้าชายไซรัส เรซา ปาห์ลาวี” พระโอรสของพระจ้าชาห์ กับพระราชินีฟาราห์ ด้วยวัยเพียง 16 พรรษา กลายเป็น “มกุฎราชกุมารพลัดถิ่น” ท่ามกลางสายตาจับจ้องของโลกที่นอกจากจะคาดการณ์ถึงอนาคตขออิหร่านนับจากนี้แล้ว ยังมองถึงความเป็นไปได้ที่ “ระบอบชาห์” และ “ราชวงศ์ปาห์ลาวี” จะฟื้นคืนกลับมาด้วยหรือไม่? หลังเหตุถล่มอิหร่าน ที่เป็นผลงานของอิสราเอล-สหรัฐอเมริกา.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



