ภูมิภาคตะวันออกกลางต้องลุกเป็นไฟอีกครั้ง เมื่อประเทศ “อิสราเอล-สหรัฐอเมริกา” ผนึกกำลังบุกโจมตีชุดใหญ่ใส่ “อิหร่าน” แต่ “อิหร่าน” ไม่ยอมศิโรราบ นำไปสู่การสู้รบตอบโต้กันที่ลุกลาม ส่งผลกระทบรุนแรงรอบด้านไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยของเรา คอลัมน์ “ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ “รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร” นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ถึงทิศทางของรัฐบาลไทยในการรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์โลก

โดย“รศ.ดร.ปณิธาน” มองว่า ทิศทางของไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ควรสอดคล้องกับทิศทางของนานาชาติและขององค์การระหว่างประเทศในการสนับสนุนให้คู่กรณีเร่งยุติการสู้รบและหันไปเจรจาด้วยสันติวิธี หลังจากล้มเหลวมาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งไทยอาจทำแค่เรียกร้องให้มีการเจรจา แล้วเราไปดูแลคนไทยในพื้นที่นี้ที่มีนับแสนคนให้ปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งต้องออกมาตรการให้ได้มากที่สุดและเข้มข้นกว่าปกติ เพื่อลดผลกระทบในประเทศ เพราะหลายประเทศถูกอิหร่านโจมตี ทำให้ศูนย์กลางการขนส่งในตะวันออกกลางยุติลงเกือบหมด ทั้งที่ช่องแคบฮอร์มุซและที่ทะเลแดง กระทบกับการส่งออก-นำเข้าสินค้า เรื่องพลังงาน และเรื่องอื่นๆ

นอกจากนี้ต้องยกระดับความปลอดภัยในประเทศไทย ระวังไม่ให้ประเทศคู่กรณี ชาติอาหรับ ชาติตะวันตก ใช้พื้นที่ในไทยโจมตีกันและกัน เพราะกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เคยมาก่อเรื่องในไทย ส่วนคราวนี้ ตำรวจขยับตัวเร็วด้วยการประกาศยกระดับการเฝ้าระวัง และขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา

สำหรับสถานการณ์การเมืองโลกขณะนี้เปลี่ยนไปเยอะ ไม่ได้ทำตามกติกาหรือระเบียบสากล ไม่ทำตามข้อตกลงพหุภาคี แต่มีการขึ้นรูปใหม่ของการเมืองโลกโดย “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นตัวหลัก ซึ่งไม่ใช่การต่างประเทศตามปกติ สหรัฐฯใช้นโยบายของตัวเอง ทั้งเรื่องภาษี เรื่องการพยายามรักษาความมั่นคง ตั้งคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) และมีข้อเรียกร้องทางการเมืองใหม่ๆ อาทิ การยุ่งเกี่ยวกับการสู้รบหลายแห่งที่รวมถึงกรณีของไทยและกัมพูชา ซึ่งหลายประเทศมองเห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเมืองโลก จึงเริ่มใช้ประโยชน์จากตรงนี้ เช่น กัมพูชาใช้เพื่อเข้าหาสหรัฐฯ ให้มาสนับสนุนในหลายเรื่อง

สำหรับไทยยังใช้การทูตแบบแผนเดิม แต่หลายชาติทำแล้ว และไม่ได้แค่กับสหรัฐฯ แต่ยังทำกับจีนด้วย เช่น กรณีที่จีนเสนอให้ 6 ประเทศสมาชิก ทำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง เซ็นข้อตกลงกับจีนตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมปราบปรามสแกมเมอร์ แต่ไทยไม่เซ็น เรื่องนี้ทำให้จีนไม่ค่อยพอใจ ในเมื่อเราไม่ร่วมมือกับเขาในทางการเมือง เราก็ไม่ได้พื้นที่ ไม่ได้ใจ รมว.กลาโหมของเราถึงกับพูดว่า “เราไม่มีเพื่อนเลย” นี่คือผลจากที่หลายฝ่ายของไทยไม่สังเกต ไม่สร้างพื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ได้ช่วยเหลือมิตรประเทศในยามที่เขาเดือดร้อน

แม้รมว.ต่างประเทศของเรา บอกว่าไม่มีประเทศใดตอบรับสิ่งที่กัมพูชาพูด แต่สิ่งที่คนลืมนึกถึง คือทำไมประเทศเหล่านั้นไม่มีปฏิกิริยาหรือพูดว่ากัมพูชาโกหก ทำผิดกฎหมาย ซึ่งผิดปกติ และแสดงว่าเรายังไม่มีเพื่อน ส่วนการชี้แจงของไทยในเวทีต่างๆ แทบจะชนเพดาน

ดังนั้นไทยจึงต้องพิจารณาว่าจะสร้างพื้นที่ทางการเมืองโลกหรือไม่ ถ้าจะทำ ก็ต้องตั้งคณะทำงานพิเศษให้ทำหน้าที่พิจารณาเชิงการเมืองร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และได้รับอำนาจในการตัดสินใจสนับสนุนหรือโต้แย้งกับระบบราชการปกติได้ คล้ายกับ “ทีมบ้านพิษณุโลก” ในอดีต

และเราควรพิจารณาว่าจะร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างไรให้เขาพอใจ ขณะเดียวกันควรส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่  ประเทศต่าง ๆ ที่ถูกโจมตี ทำผ่านองค์การระหว่างประเทศหรือองค์กรศาสนาที่รัฐบาลอนุญาตก็ได้ ก็จะได้ใจเขา และจะเป็นสัญลักษณ์สำคัญว่าเราเห็นใจ แต่ไม่เห็นด้วยกับการสู้รบ ถ้าเราไม่ช่วยใครในยามลำบาก ไม่ทำอะไรเลย ใช้วิธีนางงามบอกแค่ว่าอย่าทะเลาะกัน จะทำให้หลายประเทศมองว่าเราเป็น “นางงาม” บนเวทีโลก ที่มีแค่ความสวย พูดตามหลักการ แต่ไม่ปฏิบัติจริง อาเซียนชาติอื่นที่มีบทบาทมากกว่าก็จะชิงพื้นที่ไปหมด

@ ไทยควรร่วมคณะกรรมการสันติภาพที่“ทรัมป์” ริเริ่ม หรือไม่ เพราะสหรัฐฯโจมตีอิหร่านก่อน

การจะไปร่วมหรือไม่ร่วมกับใคร เราต้องดูว่า 1.ต้องการเพื่อนหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการใคร ก็ไม่ต้องไป แต่ถึงเวลาที่เราเดือดร้อน ก็อย่าไปขอให้เขามาช่วย เพราะเขาจะไม่ช่วย แม้แต่ญี่ปุ่นที่มีอิทธิพลมหาศาล มีมูลนิธิ “สันติภาพซาซากาวา” ที่บริจาคเงินและทำงานด้านการต่างประเทศให้กัมพูชาและเมียนมา เขาไม่ช่วยไทยกดดันกัมพูชาให้ยุติการใช้ทุ่นระเบิด เพราะเราไม่ได้ช่วยญี่ปุ่นหลายเรื่อง

2.เราต้องการพื้นที่ทำงานการเมืองเพื่อปิดล้อมสกัด“กัมพูชา” หรือไม่ การให้กัมพูชามีจุดยืนร่วมกับกลุ่มผู้นำไม่ว่าเป็นชาติไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐฯและพันธมิตร แล้วมีสายตรงให้ข้อมูลบิดเบือน จนสหรัฐฯพูดเรื่องทุ่นระเบิดในทำนองที่ไม่สนับสนุนเรา เราเข้าถึงทีมงานของ “ประธานาธิบดีทรัมป์” อย่างที่กัมพูชาทำได้หรือไม่ ถ้าเราปล่อยให้กัมพูชาตีเราในเวทีต่างประเทศ แล้วเราไปชี้แจงตามวงรอบในการประชุมพหุภาคี ก็ได้ แต่ “กัมพูชา” ไม่ได้ทำแบบนั้นอย่างเดียว เขาเลือกไปในพื้นที่พิเศษที่เข้าถึงผู้นำ ดังนั้น เมื่อเราชั่งน้ำหนักสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว ก็ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร จะไปร่วมหรือไม่

@ ถ้าไทยเข้าร่วมแล้ว เราจะวางตัวรักษาสมดุลกับจีนอย่างไร

สหรัฐฯ พยายามเชิญจีนกับรัสเซียมาร่วม ถ้าจีนและรัสเซียไปร่วม คนที่รักสันติภาพก็คงชอบ แต่คนที่ไม่รักสันติภาพ ก็คงบอกว่าอย่าไปยุ่ง แต่ประเด็นคือถ้าเราไม่ไปร่วม เราจะเสียพื้นที่ไหม จะสกัดกัมพูชาในเวทีนั้นได้ไหม “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ไม่เคยพูดสักคำเรื่องไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นไปได้อย่างไร ทั้งที่จีนส่งอาวุธให้ไปโผล่กัมพูชาอยู่ทุกวันนี้ ส่วน “หวัง อี้” รมว.ต่างประเทศจีน บอกไทยว่าจะช่วยดูให้ แต่ก็ไม่มีอะไร แบบนี้ไม่สมดุลแล้วเอียงมาก

@ รัฐบาลชุดใหม่ต้องปรับท่าทีหรือนโยบายหลายด้านใช่หรือไม่ เพื่อรับมือกับการเมืองโลกรูปแบบใหม่

ใช่ โดยเอาตัวชี้วัดที่เราไม่ประสบความสำเร็จมาตั้ง แล้วปรับในเรื่องนั้นๆ ซึ่งเห็นว่าต้องมาจากฝ่ายการเมืองสั่งการ แต่ดูแนวโน้มแล้วคิดว่าคงไม่มีการทำแบบนั้น หรือปรับไม่มาก เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้คุ้นเคยกับการต่างประเทศ และดูจะพอใจกับงานที่ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ ทำก็จะเป็นรูปแบบเดิม เพราะไม่เลวร้ายนัก และปลอดภัย ถ้าทำอะไรแล้วเกิดผิดพลาด คนที่ต้องรับผิดชอบ คือนายกฯ

@ ปัญหานี้จะยืดเยื้อนานแค่ไหน สหรัฐฯช่วยอิสราเอล ส่วนจีน-รัสเซียสนับสนุนอิหร่าน เหมือนเป็นสงครามตัวแทน จะเกิดสงครามโลกตามมาได้หรือไม่

ต้องดูว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่จะบริหารประเทศอย่างไร จะอยู่รอดหรือไม่ แต่ระบบของอิหร่านมีความซับซ้อน จึงอาจใช้เวลาในการขึ้นรูปรัฐบาลที่เขามีหลายขาแยกกันทำงาน ทั้งกองทัพปฏิวัติพิทักษ์อิสลาม ประธานาธิบดี กองทัพแห่งชาติ และข้าราชการฝ่ายความมั่นคง ทำให้เดินหน้างานได้ต่อเนื่อง จีนและรัสเซียยังส่งอาวุธให้ สถานการณ์จึงอาจไม่จบภายในเดือนเดียว แต่ถ้าเริ่มเจรจารอบใหม่ได้ ก็ดี

ตอนนี้เป็นสงครามตัวแทนที่ไม่เข้มข้น แต่ถ้าเข้มข้นเมื่อไหร่ อาจกลายเป็นสงครามโดยตรงของมหาอำนาจ ก็เกิดสงครามโลกเลย แต่ตอนนี้ทุกฝ่ายคาดว่ามหาอำนาจคงไม่เอาอย่างนั้น ไม่เข้าไปช่วยโดยตรง รัสเซียคงต้องการให้สหรัฐฯ ไปช่วยกดดันยูเครนก่อน.



คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่