เล่นบทเตมีย์ใบ้ ไม่ตอบคำถามสื่อใดๆ ก่อนที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ขึ้นเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 9-11 เม.ย.69ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยใช้เวลาอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาล รวมทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 8 นาที 42 วินาที

นับจากนี้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เข้าสู่โหมดเดินเครื่องเต็มกำลังอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศยึด 3 หลักสำคัญในการบริหารประเทศ ได้แก่ การพิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยืนบนหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน ชู 5 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่เศรษฐกิจมหภาค การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับภาคการผลิตและเกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ไปจนถึงการต่างประเทศและความมั่นคง ท่ามกลางบริบทโลกหลายขั้ว
รัฐบาลเปิดเกมรุกแบบ “จัดเต็ม ใส่เกียร์เดินหน้า” หวังสร้าง Quick Big Win ในระยะสั้น ยอมรับตรงไปตรงมาว่าประเทศกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานที่บั่นทอนเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าต่อยอดนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ใช้สันติวิธีแก้ปัญหาข้อพิพาทไทย–กัมพูชา ศึกษาการยกเลิก MOU 44 คาดโทษเจ้าหน้าที่ที่ละเลยปัญหายาเสพติด ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันภัยพิบัติ และผลักดันโครงการทหารอาสาระยะ 4 ปี พร้อมค่าตอบแทน
นายกฯทิ้งท้าย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง แก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆให้คนไทย พร้อมให้คำมั่น จะพาคนไทยตั้งตัวได้

แต่ฝ่ายค้านไม่ปล่อยจังหวะให้เสียของ เปิดเกมรุกทันทีด้วยการ “กรีดแผลรัฐบาล” โดย “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เหน็บ “รัฐบาล”นี้มีเสถียรภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหาร คุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งสภาฯบน -สภาฯล่าง -องค์กรอิสระต่าง ๆ จัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ แบ่งบูรณาการออกเป็น 5 คลัสเตอร์ กลุ่มอำนาจ โดยแบ่งโครงสร้างอำนาจออกเป็น 5 “คลัสเตอร์” ตั้งแต่มุ้งการเมืองที่ย้ายค่าย พรรคร่วมรัฐบาลที่อ่อนแรงต่อรอง พรรคฝ่ายค้านขนาดเล็กที่กลายเป็นตัวแปร ไปจนถึงองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และกลุ่มอำนาจเดิมที่ยังคงค้ำยันโครงสร้างรัฐ
คำถามสำคัญจึงถูกโยนกลับไปยัง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ในสมการนี้ ประชาชนอยู่ตรงไหน และ “วาระร่วมของประเทศอยู่ที่ใด” โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังไร้ความชัดเจน
ส่วน“หัวหน้ามาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สับเละ ซัดนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย ลืมประชาชน ลืมที่หาเสียง ยก 4 ข้อ ไร้ความหวัง-ไร้จริยธรรม ซัดผลักภาระน้ำมันให้ประชาชน เหน็บไล่หาไอ้โม่งตุนน้ำมัน ซ้ำรอยแก้สแกมเมอร์ ทุนเทา

แถมยังตั้งข้อสังเกตมีนโยบายที่ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงของนายกรัฐมนตรี ที่น่าสนใจ เช่น การจะทำโครงการขนาดใหญ่แต่กลับทำลับๆ ล่ออย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ตอนหาเสียงไม่ยอมส่ง กกต. แต่กลับพูดหาเสียง วันนี้ก็ไม่ยอมมาแถลงต่อรัฐสภา แต่ไปพูดที่กระทรวง เพราะเป็นโครงการที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดถึงความคุ้มค่า
สิ่งที่เขาตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมาประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1.การบริหารจัดการที่ผิดพลาด 2.การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นๆ นอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น และ 3.ความไม่ชอบมาพากลและแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ สิ่งที่น่าสนใจมากคือบทบาทหน้าที่ของกองทุนน้ำมัน เอากองทุนน้ำมันมาทำหน้าที่อุดหนุนค่าพลังงานทำไม เขาเอากองทุนน้ำมันมาทำหน้าที่ประคับประคองหรือซื้อเวลา เผื่อว่าราคาน้ำมันลดลงต้นทุนอื่นๆ จะได้ไม่เพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลนี้ผลาญเงิน 4 หมื่นล้านบาทจากประชาชนที่ใช้น้ำมัน และจะต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับ ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นราคา
“ผมจะจับตาดูตั้งแต่เรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็พูดไว้เยอะ ขอให้ช่วยตามไปดูด้วย รวมถึงที่เขียนว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับคู่สัญญาของรัฐที่ทำให้สาธารณะเสียหาย ทั้ง ตึก สตง. พระราม 2 และเครนถล่มทับรถไฟ ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา แต่ท่านอย่าลืมคู่สัญญาก่อสร้างอาคารรัฐสภา”
สำหรับโจทย์ร้อนที่รุมเร้าและคอยดึงศรัทธา “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเดิน ทั้งเรื่องสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้เกิดวิกฤติพลังงาน ทำประชาชนเจอภาวะข้าวยากหมากแพง วิกฤติความมั่นคงเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา-ไทย วิกฤติสิ่งแวดล้อม ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน นอกจากนี้ยังมีวิกฤติสังคมเครือข่ายทุนเทาสแกมเมอร์ที่รัฐบาลสีน้ำเงินถูกมองว่าไม่มีความจริงใจ ในการแก้ปัญหานี้
อีกทั้งยังมีเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่ทำประชามติแล้วแต่ไร้สัญญาตอบรับจากรัฐบาสีน้ำเงิน
มองเห็นจุดความร้อนการเมือง น่าจะระอุไต่ระดับตามอุณหภูมิอากาศเดือนเมษายน ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะลากมาตรการมาทำให้เย็นลงได้บางหรือไม่ และต้องมาวัดฝีมือเหล่าบรรดา “นายแบก-นางแบก” อย่าง “ดร.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ จะสามารถนำพารัฐนาวาสีน้ำเงินออกจากดงกระสุนได้หรือไม่

และเมื่อวันประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ผ่านมา “ดร.เอก” ชงครม.งัด พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ให้ กบง. กำหนดค่าการกลั่นของเดือน เม.ย. พร้อมให้โรงกลั่นนำส่งกำไรส่วนเกินช่วงเดือน มี.ค.มาช่วยประชาชน จะใช้วิธีจัดการเหมือนสถานการณ์ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน

เป็นการนับหนึ่งของรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ไม่มีพรมแดงให้เดินในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่มีหลุมดำที่เต็มไปด้วยปัญหารุมเร้า รอให้พิสูจน์ฝีมือ สนามจริงจากนี้ต้องทำให้เห็น “ผลงานจริง” ล้าง “ภาพจำ”ต้องกู้ศรัทธาให้ได้
สำหรับคดีร้อนหลังสงกรานต์น่าจะทำให้การเมืองร้องระอุตั้งแต่กลางเดือนเม.ย.เป็นต้นไป ทั้งการตามล่าไอ้โม่งกักตุนน้ำมันที่ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ นอกจากนี้ยังมีคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งที่ทำให้การลงคะแนนเป็นความลับหรือไม่ และคดี 44 สส.ก้าวไกล (จะกระทบกับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน) บวกกับที่กกต.ตั้งคดียุบพรรค จากกรณีที่มีคนไปร้อง “สเปกเตอร์ซี” ที่ทำAIในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
งานนี้พรรคส้มเตรียมเกมรับ ด้วยการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ ขยับ สส.ปชน.ที่โดนคดีออกจากกรรมการบริหารดันแกนนำรุ่น 3-4 ขึ้นแทน พร้อมดัน “อ.ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เป็นหัวหน้า

ส่วนคดี ฮั้วสว.ก็อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลก่อนส่งให้กกต.ใหญ่พิจารณา ทุกอย่างอยู่ในไทมไลน์ของกระบวนการ รอจังหวะระเบิดปลิดชีพรัฐบาลสีน้ำเงิน
เมื่อกางโจทย์ร้อนเดือนเมษายน บอกได้คำเดียวร้อนทะลุปรอท “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ต้องเหนื่อยแต่นอน



