อิหร่านเคยประกาศความสำเร็จในการขยายอิทธิพลทางการเมืองและการทหารในโลกอาหรับ โดยอ้างว่ามีบทบาทสำคัญต่อเมืองหลวงของประเทศสำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ กรุงแบกแดดของอิรัก กรุงดามัสกัสของซีเรีย กรุงเบรุตของเลบานอน และกรุงซานาของเยเมน ภายใต้เครือข่ายพันธมิตรที่เรียกว่า “อักษะแห่งการต่อต้าน”
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า เครือข่ายดังกล่าว ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวร่วมต่อต้านอิสราเอลในภูมิภาคมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญภาวะอ่อนแอลงอย่างชัดเจน นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง
เพียงสองวันหลังกลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ระบุว่าการตอบโต้ของอิสราเอล “จะเปลี่ยนแปลงตะวันออกกลาง” โดยการสนับสนุนจากสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก ทำให้รัฐบาลเทลอาวีฟมุ่งเป้าจัดการกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
สถานการณ์ยิ่งเปลี่ยนไป เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอ่อนกำลังลงหลังการสู้รบเมื่อปี 2567 และการสิ้นสุดอำนาจของนายบาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตประธานาธิบดีซีเรีย ซึ่งเปิดทางให้อิสราเอลหันไปมุ่งโจมตีอิหร่านโดยตรง
นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา อิหร่านตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีครั้งใหญ่จากสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งนำไปสู่การสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ด้านนายเรนาด มันซูร์ นักวิจัยอาวุโสจากคลังสมองด้านกิจการระหว่างประเทศ “ชาแธม เฮาส์” กล่าวว่า กลุ่มสมาชิกในเครือข่ายอักษะแห่งการต่อต้าน เช่น ฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน และกองกำลังชีอะห์ในอิรัก กำลังพยายามประเมินสถานการณ์และมองหาหนทาง “เอาตัวรอด” ในความขัดแย้งครั้งนี้
มันซูร์มองว่า กลุ่มเหล่านี้มีข้อจำกัดด้านศักยภาพในการสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่บางกลุ่มยังคงพัวพันกับสถานการณ์ในอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐกับอิหร่านมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม นายอาเหม็ด นากี นักวิเคราะห์อาวุโสจากองค์กรอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป เห็นว่า แม้เครือข่ายอักษะแห่งการต่อต้านจะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าพันธมิตรดังกล่าวจะล่มสลายโดยง่าย
นากีอธิบายว่า เครือข่ายนี้มีความเชื่อมโยงมากกว่าความร่วมมือทางทหาร เนื่องจากสายสัมพันธ์ทางการเมือง สังคม และศาสนา ระหว่างกลุ่มสมาชิกยังคงฝังรากลึก จึงไม่น่าจะสลายตัวเพียงเพราะความพ่ายแพ้ในสนามรบ
ทั้งนี้ ทิศทางของภูมิภาคตะวันออกกลางจะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของสงครามในครั้งนี้ โดยเฉพาะชะตากรรมของอิหร่านว่าจะยังคงยืนหยัดหรือเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ด้านนายคาลด์ อัล-จาเบอร์ ผู้อำนวยการบริหารของสภาตะวันออกกลางว่าด้วยกิจการระดับโลก กล่าวว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคอ่าว ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ต้องทบทวนแนวคิดด้านความมั่นคง พันธมิตร และยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ขณะที่นางคามิลล์ ลอนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิภาคอ่าวจากคณะมนตรียุโรปด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบุว่า การยกระดับความขัดแย้งกับอิหร่านสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และการพึ่งพาการค้ำประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐก็อาจไม่สามารถปกป้องประเทศในภูมิภาคได้ทั้งหมด.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



