เหนื่อย…หนัก” น่าจะเป็น “คำฮิตคนไทย” ภายใต้ “ยุคโลกปั่นป่วน” แบบนี้ ภายใต้ “สารพันปัญหา” ทั้งเรื่องปากท้อง ภัยธรรมชาติ รวมถึง “วิกฤติสงคราม” ทั้งที่เกิดขึ้นใกล้ ไทย และที่ห่างออกไป จนหลายคนรู้สึกมึนงง รวมถึงไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ ทำให้ “ทีมวิถีชีวิต” รู้สึกสนใจเกี่ยวกับ “วิธีปรับตัว” ของผู้คนในยุคนี้ โดยเฉพาะบรรดา “กลุ่มพ่อค้าแม่ขาย” ที่น่าจะเป็นลำดับต้น ๆ ที่ต้องเจอกับผลกระทบ จนค้นพบ “มุมมอง-วิธีคิด” ที่น่าสนใจ และได้นำมาถ่ายทอดเพื่อให้หลายคนนำไปปรับใช้ได้ โดยแต่ละครจะมี “สูตรชีวิต” อย่างไรนั้น ต้องลองมาดูกัน…

นุ้ย-อารยา

เริ่มจาก “นุ้ย-อารยา มหัทธนวงศ์วาน” วัย45ปี เจ้าของร้าน “บ๊ะจ่างใบบัวอัมพวา” ที่มีพิกัดร้านตั้งอยู่ที่ตลาดน้ำอัมพวา โดยเส้นทางชีวิตของแม่ค้ารายนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะก่อนหน้านี้เธอเป็นถึงผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยงโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่ต่อมาได้ตัดสินใจผันตัวเองมาทำอาชีพขายอาหาร โดยเริ่มต้นจากข้าวเหนียวหมูห่อใบตอง แล้วเปลี่ยนมาทำบ๊ะจ่างกับข้าวห่อใบบัว และสำหรับ “ชีวิตยุคโลกป่วน” แบบนี้ เธอบอกว่า ชีวิตเธอพลิกไปพลิกมาตั้งแต่ “วิกฤติโควิด” ก่อนที่ต่อมาก็ต้องเจอกับ “วิกฤติของแพง” แถมเป็นช่วงที่กำลังขยายร้าน ทำให้ทุกอย่างชะงัก ทั้งการขายออฟไลน์ และออนไลน์

รู้ว่ายาก แต่ยังไงก็ยอมแพ้ไม่ได้ ยังไงก็ต้องดิ้นรนสู้เพื่อให้รอด เพราะมีสิ่งที่ต้องแบกรับไว้ ที่จำเป็นจะต้องดูแล” แม่ค้าบ๊ะจ่างตลาดน้ำชื่อดัง จ.สมุทรสงคราม บอกเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ถึงใจจะไม่ยอมแพ้ แต่พอมีวิกฤติลูกที่สามตามมา อย่าง สงครามอิหร่าน” ใจที่ว่าแข็งก็เริ่มท้อ ซึ่งนุ้ยบอกว่า เจอเหตุการณ์หนัก ๆ มาแล้วหลายเรื่อง แต่ก็สู้ได้ แต่พอมาเจอสงครามอิหร่านซ้ำก ก็เลยชักเริ่มจะหมดแรงแล้วเหมือนกัน

อย่างวันที่ขับรถมาที่แม่สอด เพื่อมาออกร้านขายของ เห็นรถต่อแถวตุนน้ำมันกัน เราก็เติมบ้าง ก็เป็นนิสัยคนไทยละเนอะ แต่ใจตอนนั้นก็คิดว่าเราตระหนกเองมั้ย แต่พอขับมาถึงเหนือ เออไม่มีน้ำมันจริง ๆ ทำให้ต้องคอยเลี้ยงน้ำมันโดยต้องเติมมาตลอด แต่แวะปั๊มโน้นก็หมด มาปั๊มนี้ก็หมด ก็เลยเริ่มหวั่นใจว่า ถ้าวิกฤติหนักกว่าจะทำยังไง สุดท้ายจากไม่คิดมาก ก็กลายเป็นเครียดหนักเลย”

แม่ค้าคนเดิมบอก หลังรู้สึกเครียด ที่เป็นผลกระทบจากสงคราม จนทำให้รู้ว่า ถึงแม้สงครามจะเกิดห่างไทย แต่ผลกระทบเริ่มลามมาถึงแล้ว เพราะของที่เคยขายได้ เริ่มขายไม่ดี เนื่องจากคนไม่อยากขับรถออกจากบ้าน กลัวเปลืองน้ำมัน ทำให้ยอดขายที่วางแผนไว้ว่าจะมีเงินเข้าวันละหลายหมื่น ก็ต้องลดเหลือหลักพัน

ตอนนี้หนักกว่าโควิดเยอะ เพราะทุกคนต้องเอาตัวรอดให้ได้ อย่างเราก็งดไปขายของที่ต้องเดินทางไกล ๆ ไปก่อน เพราะไม่คุ้มค่าน้ำมัน ก็เลยวางแผนว่าพอขายของที่แม่สอดกับเชียงใหม่เสร็จ จะตรงดิ่งกลับบ้านเลย ขออยู่ในพื้นที่ก่อน และพยายามกินใช้แบบพอเพียง โดยแผนที่คิดไว้ก็คือ ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่พออยู่ได้ไปก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดได้นานสักแค่ไหน” นี่เป็น แพลนชีวิต” ของแม่ค้าบ๊ะจ่างรายนี้ พร้อมกับความกังวลถึงอนาคต

เธอบอกอีกว่า อีกเรื่องที่จำเป็นจะต้อง ปรับใหม่เพื่อรับวิกฤติชีวิต” ตอนนี้ นั่นก็คือ งดการขายที่มีค่าใช้จ่ายเยอะไปก่อน เช่น งานที่มีค่าล็อก ค่าแผง หรือค่าเช่าพื้นที่สูง ๆ ก็จะงดไม่ไปเลย หรืองานที่ต้องออกไปขายที่ไกล ๆ ก็แคนเซิลไปก่อน เพื่อเซฟค่าน้ำมันเอาไว้ ส่วนสถานการณ์ที่ต้องรอดู คือ เรื่องของต้นทุนสินค้าเช่น วัตถุดิบต่าง ๆ ซึ่งถ้าผู้ผลิตไม่ปรับราคาขึ้น ก็คงขายราคาเท่าเดิม ปริมาณเท่าเดิมต่ แต่ถ้าวัตถุดิบขึ้นราคา ก็อาจเลือกใช้วิธีปรับลดปริมาณวัตถุดิบ เพื่อที่จะรักษาราคาเดิมไว้ หรือเปลี่ยนไปเลือกใช้ของในชุมชนแทน เช่น ข้าว ต่อจากนี้อาจไม่ซื้อในห้างแล้ว แต่เน้นใช้ของชาวบ้านแทน

จะทำยังไงได้ละ (หัวเราะ) มันเป็นปัญหาที่เราคุมไม่ให้มันเกิดก็ไม่ได้เสียด้วย ก็คงต้องปรับที่ตัวเรา โดยทำยังไงก็ได้ให้มีรายได้เข้ามา จะได้น้อยบ้างก็ไม่เป็นอะไร ขอแค่เงินเข้ามือมาทุกวันพอ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายุคนี้เหนื่อยจริง ๆ เชื่อว่าคนหาเช้าเกินค่ำแบบเรา ตอนนี้น่าจะโดนผลกระทบเต็ม ๆ แล้ว” เป็นสิ่งที่นุ้ยอารยา” บอกถึง สถานการณ์ชีวิต” ที่เธอ และหลาย ๆ คนกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ที่ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงจาก “วิกฤติสงคราม” ที่เกิดขึ้นด้วย

นกเอี้ยง-สมพร

ทางด้าน นกเอี้ยงสมพร เนตรตุ้ม” อายุ 59 ปี เจ้าของร้านขนมไทย-ขนมเบื้องญวนโบราณ “นกเอี้ยงขนมไทย” เล่าให้ฟังเช่นกันว่า เธอทำขนมไทยและขนมเบื้องญวนขายมานานกว่า13 ปี โดยขายในซอยแถวบ้าน ทั้งนี้ ก่อนมาเป็นแม่ค้าขนม เธอเคยเป็นสาวโรงงาน และทำงานโรงแรมมาก่อน แต่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายครอบครัว จึงลาออกมาทำขนมขาย โดยได้วิชาจากคุณแม่ ซึ่งเธอได้พูดถึง สงครามใหญ่” ที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่า ส่วนตัวไม่อยากให้เกิดสงคราม เพราะแม้ไม่เกิดกับไทยโดยตรง แต่ผลกระทบมีแน่นอน ซึ่งลำพังแค่ตอนนี้ คนไทยก็ใช้ชีวิตกันลำบากอยู่แล้ว พอมามีสงครามซ้ำอีก ทำให้ตอนนี้จึงรู้สึกมึนชีวิตมาก

ปกติแต่ละวันก่อนหน้านี้ ก็ขายของลำบากอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอสงครามแบบนี้อีก ก็เลยยิ่งทำให้เครียดหนัก เพราะไม่รู้จะปรับตัวยังไงเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ ซึ่งตอนนี้ ปกติวันธรรมดาจะออกไปขายที่ตลาดนัดข้างนอก แต่ช่วงนี้จะงดหมด เน้นปักหลักขายแต่ในซอย และลดจำนวนขนมให้น้อยลงจากเดิม เพราะกลัวขายไม่หมด เพราะดูเหมือนคนตอนนี้เน้นเก็บเงินไว้กับตัวเป็นพิเศษ” เป็นสถานการณ์ที่แม่ค้าขนมรายนี้สัมผัสได้

แม่ค้าขนมคนเดิม บอกอีกว่า จากที่คุยกับลูกค้าตอนนี้ ทุกคนจะเน้นเซฟเงินมาก คือ ทุกคนจะใช้จ่ายระมัดระวังมาก ๆ จากที่เคยซื้อขนม ทั้งขนมแห้งขนมน้ำไปฝากคนใกล้ตัว ตอนนี้ก็ซื้อแค่กินคนเดียวพอ ทำให้ยอดขายหายไปเยอะ ส่วนเรื่องการปรับราคาตามสถานการณ์นั้น นกเอี้ยงบอกว่า ตอนนี้ยังไม่คิดปรับราคา เพราะสงสารลูกค้า แต่ก็ไม่รู้จะยื้อได้นานแค่ไหน ทำให้ตอนนี้ลูกค้ากลับเป็นคนที่สงสารแม่ค้าแทนเองแล้ว ที่ยอมขาดทุนกำไร เพื่อแบกรับภาระตรงนี้ โดยเธอบอกว่า “คิดว่าถ้าขึ้นราคาขนมเป็น 20 บาท ลูกค้าก็ซื้อถุงเดียว แต่ถ้าขายถุงละ 15 บาท ลูกค้าอาจจะควักเงินเพิ่มนิดหน่อยซื้อได้ 2 อย่าง จากที่จะได้แค่ 20 บาท ก็อาจได้เป็น 30บาท ซึงแม้จะเพิ่มมานิดเดียวก็ยังดี เพราะลูกค้าทุกคนก็เครียดกับสถานการณ์ตอนนี้มาก ดังนั้นอะไรช่วยได้ก็ช่วยกันไป โชคดีที่มีลูกค้าประจำ ทำให้พอถูไถไปได้ในแต่ละวัน”

ส่วน วิธีปรับตัว” นั้น เธอบอกว่า ตอนนี้เริ่มเน้นสต็อกวัตถุดิบไม่เยอะ เช่น เคยสต็อก10 กก. ก็เหลือแค่ 5 กก. เพราะไม่รู้ว่าอนาคตอะไรจะเกิด โดยสำหรับ “แผนชีวิตอนาคต” นั้น เธอบอกว่า ตอนนี้มีเงินเก็บนิดหน่อย คิดว่าถ้าวิกฤติมันหนักากว่านี้จริง ก็หวังว่าเงินก้อนที่มีอยู่น้อยนิดนี้ จะพอต่อลมหายได้สักพักนกเอี้ยงสมพร” พูดถึงแผนชีวิตของเธอให้เราฟัง

เอ็กซ์-ราเชน

ขณะที่ เอ็กซ์ราเชน มะลิทอง” อายุ 44ปี พ่อค้าเจ้าของร้าน “เอ็กซ์ไก่ย่างบางตาล” ที่รับช่วงสืบทอดสูตรต่อจากคุณพ่อ (ผู้ใหญ่วรฯ) เล่าว่า ก่อนมาขายไก่ย่าง เขาเคยทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้า แต่พอเริ่มเบื่องานประจำ ก็คิดว่าอาชีพขายไก่ย่างสูตรของคุณพ่อน่าจะต่อยอดได้ จึงตัดสินใจลาออกมาจับธุรกิจไก่ย่างตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็กว่า15 ปีแล้วทรี่อยู่บนถนนอาชีพนี้ ขณะที่ความรู้สึกของเขาที่มีต่อ สถานการณ์สงคราม” ตอนนี้ เขาบอกว่า ยอมรับว่าเครียดระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะตอนนี้สังคมพ่อค้าแม่ค้าก็จะเริ่มคุยเรื่องผลกระทบกันแล้ว เรียกว่าพ่อค้าแม่ค้าตื่นตระหนกกับสงครามนี้เยอะพอดู เพราะผลกระทบมันเริ่มเกิดแล้ว เช่น ค่าขนส่งแพง น้ำมันแพง แถมวัตถุดิบก็ขยับราคา ทำให้ต้องจัดสรรเงินทุนที่มีอยู่ให้ดี

ตอนนี้คนขายไก่ก็ปรับขึ้นเป็น กก.ละ 5 บาท โดยปรับเป็นรอบที่ 2แล้ว และมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอีกแน่ ๆ แต่ผมยังก็ยังตรึงราคาขายเท่าเดิมอยู่ ซึ่งก็ตั้งใจจะตรีงไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะไหว เพราะอยากรักษาลูกค้าไว้ ส่วนงานเหมาที่ดีลไว้ล่วงหน้านั้นก็ยังยึดราคาเดิมไปก่อน” เจ้าของร้านไก่ย่างบางตาลกล่าว

พร้อมกับบอกว่า ถ้าหนึ่งถึงสองเดือนนี้ เหตุการณ์ยังไม่ปกติ ก็คงต้องแจ้งลูกค้าเรื่องขอขยับราคาตามสถานการณ์ ซและแน่นอนว่าลูกค้าประจำก็คงจะหายไปส่วนหนึ่งเช่นกัน แต่ก็ต้องยอม ส่วน แพลนชีวิต” ที่วางแผนไว้นั้น เขาบอกว่า ถ้าวิกฤติหนักขึ้นก็คงจะ เน้นปรับตัวเฉพาะหน้า กับอีกวีคิด พยายามไม่ให้เงินหมุนขาดมือ เพื่อจะประคองธุรกิจไม่ให้ล้ม

ตอนนี้ต้องประหยัดให้มากที่สุด นี่เป็นหลักคิดของผมตอนนี้ เช่น เคยกินเคยใช้อะไร ลดได้ก็ต้องลด เพื่อเก็บเงินไว้กับมือให้นานที่สุด เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์จะยังไงต่อ” เป็น วิธีเซฟชีวิต” แบบ “เอ็กซ์ราเชน”

นี่เป็น “สูตรชีวิตคนไทย”ในเวลานี้ ท่ามกลางสงคราม และปัญหารายล้อมรอบตัว ที่ “ทีมวิถีชีวิต” ได้มีโอกาสสนทนา และนำมาเป็นกรณีศึกษา โดยหลาย ๆ มุมมอง หลาย ๆ แนวคิดน่าจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คนที่นำไปปรับใช้ได้…เพื่อให้รอดจาก “ยุคโลกปั่นป่วน”.

ปรับใจสู้ทุกข์’ มีเคล็ดไม่ลับ!!

นอกจากกรณีศึกษาข้างต้นแล้ว “ทีมวิถีชีวิต” ยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับ “วิธีปรับใจให้ผ่านความทุกข์” ที่จัดทำโดย  โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชครนิทร์ ที่มีการแนะนำหลักปฏิบัติโดยสังเขปเรื่องนี้ว่าน่าสนใจ และทุกคนน่าจะลองนำไปทำตามได้ ดังนี้ 1.ปรับความคิด ยอมรับว่าความทุกข์ยากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต2.ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งจะช่วยให้จดจ่ออยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้น3.จัดการความคิดอัตโนมัติ ความคิดที่เกิดขึ้นอัตโนมัติมักจะเป็นความคิดเชิงลบที่ไม่ผ่านกระบวนการของการใช้เหตุผล จึวไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหา 4.มองโลกแง่ดีเข้าไว้ แม้ฟังดูยาก แต่ช่วยให้จัดการสถานการณ์ตึงเครียดได้ดียิ่งขึ้น แถมลดผลกระทบต่อสุขภาพกายด้วย 5.ปรับอารมณ์ เช่น ระบายความรู้สึกออกมา อย่าพยายามปิดกั้นอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นไว้ ถ้ายังหาใครสักคนที่รับฟังไม่ได้ ก็สามารถพูดกับหมา แมว ต้นไม้ กระทั่ง กับตัวเอง เพื่อลดความตึงเครียดทางอารมณ์ 5.รักษาอารมณ์ขัน ถ้าหัวเราะเกับความทุกข์ที่เกิดได้ จะยิ่งมีภูมิคุ้มกันต่อความเครียดความทุกข์ และนี่เป็นเคล็ดไม่ลับ สำหรับ “ปรับใจให้ผ่านความทุกข์”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน