ทั้งเรื่องราวความขัดแย้งกับกัมพูชา ที่ไม่รู้ว่าจะปะทุรอบที่ 3 ขึ้นมาอีกเมื่อใด ทั้งภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังไม่ยุติ แม้อัตราภาษีจะลดลงมาเหลือเพียง 15% แต่ก็ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุดเพราะยังมีภาษีในเรื่องของการสวมสิทธิ์
มาจนเวลานี้ประเทศไทยยังต้องเจอมรสุมจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้เกิดความโกลาหลกับเรื่องของการขาดแคลนน้ำมันในต่างจังหวัด
แถมยังลุกลามบานปลายไปกับปัญหาสินค้าขาดแคลน จากเหตุของการขาดแคลนวัตถุดิบที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ บางสินค้าก็มีรากฐานมาจากน้ำมัน
ปัญหาใหญ่คือเรื่องราคาน้ำมันที่จะกลายเป็นต้นทุนของสินค้า ที่ประชาชนคนไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องแบกรับราคาสินค้าต้องปรับเพิ่มขึ้น
ต่อให้รัฐบาลยอมกู้เข้ามาโอบอุ้มไม่ให้ราคาน้ำมันพรวดพราดขึ้นไปตามราคาตลาดโลก ที่นับวันจะยิ่งแพงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางซึ่งไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงเมื่อใด
ถามว่า…ในเวลานี้รัฐบาลจะหาเงินจากที่ไหนมาคอยประคับประคอง การกู้เงินเข้ามาใส่ในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็หนีไม่พ้นเรื่องของฐานะของประเทศ ที่หนี้สาธารณะกำลังทะยานเพิ่มขึ้น
หากจะเลือกใช้วิธีลดภาษีสรรพาสามิต ก็ทำให้รายได้ของประเทศหายไปอีก จึงไม่ต้องแปลกใจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องออกมาบอกว่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย
เพราะ…หากหนี้!!ก็เพิ่มจากการกู้เงิน รายได้!! ก็ลดจากการลดภาษี ปัญหาจะตกไปอยู่ในเรื่องของเครดิตประเทศ ที่หากสถาบันจัดอันดันดับจากต่างประเทศ ปรับลดเครดิตประเทศ ก็เท่ากับว่า…ต้นทุนด้านดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก
ด้านกระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า หากราคาน้ำมันปรับขึ้นเป็น 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะมีผลให้เงินเฟ้อปีนี้มีโอกาสสูงขึ้นเกิน 3% และอาจทำให้ราคาสินค้าอาหารสำเร็จรูป เช่น อาหารปรุงสำเร็จ อาหารจานเดียว ข้าวราดแกง เพิ่มขึ้น 10% และมีพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น 50% ของทั้งประเทศ
หากเพิ่มเป็น 100 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะสูงขึ้น 2-3% และราคาอาหารสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 10% โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 20% ของทั้งประเทศ
แต่ถ้าอยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เงินเฟ้อสูงขึ้น 1-2% ราคาอาหารสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 10% มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 10% โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบของเงินเฟ้ออย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนมี.ค.นี้เป็นต้นไป
ขณะที่สหพันธ์ขนส่งทางบก ออกมาบอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร อัตราค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3% และหากราคาน้ำมันปรับขึ้นถึง 4 บาท อาจทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นราว 12%
แม้ในขณะนี้ค่าขนส่งยังไม่ได้ปรับขึ้น แต่หากราคาน้ำมันยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและไม่มีมาตรการรองรับ ก็อาจนำไปสู่การปรับอัตราค่าขนส่งในอนาคต ซึ่งท้ายที่สุดภาระต้นทุนจะตกอยู่กับผู้บริโภค
เท่านี้ยังไม่พอ ประเทศไทยยังถูกสหรัฐเตรียมใช้ม.301ของกฎหมายการค้า เพื่อไต่สวนการค้าใน 3 สินค้าทั้งยานยนต์ เครื่องจักร และยาง เข้าให้อีก
นั่นหมายความว่า… หากสหรัฐพิสูจน์ได้ว่า สินค้าทั้ง 3 ประเภท ทำให้สหรัฐเสียดุลการค้าจากปมกำลังผลิตส่วนเกิน เพิ่มขึ้นไปอีก
โอกาสที่จะทำให้ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น ก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน ที่สำคัญ…ไม่รู้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ จะใช้อำนาจตรงนี้เรียกเก็บภาษีจากไทยอีกเท่าใด หากการชี้แจงของไทยไม่เป็นผล
อย่างที่บอก…ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก จึงเป็นสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังพบเจออยู่ในเวลานี้!!
ถามต่อไปว่า? แล้วรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เตรียมการรับมือกับสารพัดปัญหาเหล่านี้ได้มากน้อยขนาดไหน ด้วยเพราะ…เป็นปัญหาที่ไม่สามารถคาดเดาได้
เอาเป็นว่า… ณ เวลานี้ ประชาชนคนทั้งประเทศ ได้แต่ตั้งความหวัง ตั้งตารอฝีมือของรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาโชว์ฝีมือเพื่อนำพาให้คนไทยทั้งชาติรอดพ้นจากวิกฤติ!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



