สำหรับผู้นำ ความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ  Trust and Confidence สำคัญสุด ผู้นำคนไหนขาด 2 สิ่งนี้ ยากที่จะนำพาชาติฝ่าฟันวิกฤติไปได้ ภาพที่ประชาชนยืนต่อแถวยาวเหยียดล้นออกมานอกปั๊มยาวกว่า 3 กม. ในต่างจังหวัดลามถึง กทม. สะท้อนภาพรัฐบาลล้มเหลวแก้วิกฤติน้ำมัน เป็นไปได้ยังไง คนต้องวิ่งจากชัยนาทไปเติมน้ำมันที่นครสวรรค์ เพราะหาปั๊มเติมในชัยนาทไม่ได้ ยังไม่นับภาพเกษตรกรต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม แล้วเอาปากดูดสายยางเพื่อถ่ายลงถังไปเติมเครื่องสูบน้ำ เห็นแล้ว “อนาถใจ” ที่สุด ต้องเสี่ยงชีวิตขนาดนี้หรือ?!?

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ประธาน ศบก. ยอมรับเองว่า นี่คือ ความโกลาหล (โดยแท้)เขาเป็นนักการเมืองที่รู้เรื่องน้ำมันดีมากสุดคนหนึ่ง เพราะครอบครัวทำปั๊มน้ำมันยี่ห้อ PT มีร้านกาแฟพันธุ์ไทย ที่กำลังมาแรง เป็นคู่แข่งร้านกาแฟ “อะเมซอน” ของ ปตท. และ “อินทนิล” ของบางจาก จากข้อมูลปี 2564-2567  PT มีปั๊มกว่า 2,000 สาขา  เป็นผู้ค้ารายใหญ่เลยล่ะ

นายพิพัฒน์ยืนยันว่า ไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้อีก 90 วัน แต่ที่ส่งน้ำมันไปสถานีบริการไม่ทัน เพราะปั๊มที่มีบริษัทแม่ดูแล
มี 1 หมื่นปั๊ม แต่ปั๊มอิสระไร้บริษัทแม่ดูแลมีถึง 2 หมื่นกว่าปั๊ม มากกว่า 2 เท่า ปั๊มอิสระเคยซื้อน้ำมันจาก จ๊อบเบอร์ (Jobber พ่อค้าคนกลาง) ที่ไปซื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นมาขายให้ภาคอุตสาหกรรม แต่ปัญหาคือ น้ำมันหน้าโรงกลั่นขายแพงกว่าราคาหน้าปั๊มเพราะรัฐบาลไม่อุดหนุน เลยไม่เอาน้ำมันมาขาย ทำให้ภาคอุตสาหกรรม หันมาแย่งเติมน้ำมันจากปั๊มทั่วไปเพิ่มถึง 3 เท่า ทำให้เกิดความโกลาหลดังว่า

“เราต้องแยกอุตสาหกรรมให้เขาไปรับจากจ๊อบเบอร์เหมือนเดิม บางจาก, ปตท., คาลเท็กส์ มีโรงกลั่น  PT ไม่มีจ๊อบเบอร์นะครับ รัฐบาลหัวโต๊ะต้องจับเข่าคุยกับโรงกลั่นให้เสียสละ รับภาระไปบ้าง เพื่อลดปัญหาทุกสาขา ลดค่าการกลั่น ลดภาษีสรรพสามิต สมัยรัฐบาลเศรษฐา ก็เคยลดภาษีสรรพสามิตจาก 6 บาทเหลือ 1 บาทมาแล้ว”

นายพิพัฒน์บอกอีกว่า รัฐบาลต้องประกาศให้คนไทยทั้งประเทศรู้ว่า จะทำยังไงเป็นขั้นเป็นตอน ต้องชัดเจน ไม่อย่างนั้นสุดท้ายคนไทยไม่รู้ว่าจะมีสต๊อกน้ำมันจริงหรือไม่จริง เพราะเห็นหน้าปั๊มประกาศน้ำมันหมด การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าสื่อสารไม่ดี คนจะตื่นตระหนก กระทรวงพลังงานบอกมีสต๊อกน้ำมัน 90 วัน แต่ไม่มีน้ำมันขาย เมื่อน้ำมันมีราคาแพงก็ต้องยอมรับ ต้องปรับราคาให้สูงขึ้น เมื่อถูกลง ประชาชนก็ได้ใช้น้ำมันถูกลง อย่างดีเซล คงทยอยปรับเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่ขึ้นทีเดียวลิตรละ 10 บาทเลย ต้องทำเป็นแผนชัดเจน ให้คนไทยรับทราบ การตื่นตระหนกจะลดลง

นายพิพัฒน์ยังพูดถึงการช่วยเกษตรกรว่า ต้องเอาน้ำมันส่ง “ปั๊มหลอด” ในราคาที่เกษตรกรไม่เดือดร้อนจนเกินไป เช่นเดียวกับภาคประมง เคยเติมน้ำมันเขียวลิตรละ 18-19 บาท แต่ตอนนี้ซื้อ 34 บาท ประมงจึงไม่ออกไปจับปลา

ถ้าฟังโดยไม่รู้ว่าเป็นนายพิพัฒน์พูด ก็ต้องบอกว่า พูดได้ดี ทั้งที่เรื่องอื่น ๆ เห็นพูดไม่ค่อยเป็นเอาซะเลย พูดดีกว่า นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยซ้ำ พูดแล้วเห็นปัญหาพร้อมวิธีแก้ชัดเจน นายอนุทินซะอีก พูดแล้วคนตื่นตระหนกเหมือนเดิม บอกแต่รับมือได้ ผลกระทบน้อย น้ำมันมีเพียงพอ พูดจบคนแห่ไปตุนน้ำมันเหมือนเดิม

แต่นั่นล่ะ สิ่งที่นายพิพัฒน์พูด น่าสงสัย ทำไมไม่บอกให้นายอนุทินทำ  เป็นพรรคเดียวกันแท้ ๆ มัวเกรงใจอะไรหรือ  แถมมาประชุมเมื่อไฟลนก้น ครบกำหนด  17 มี.ค.ที่รัฐบาลประกาศเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน ทั้งที่สงครามเกิดตั้งแต่ 28 ก.พ. โลกทั้งใบ
ตื่นตัว อดีตนายกฯ ลี เซียน ลุง รมต.อาวุโสสิงคโปร์ ลุกขึ้นบอกคนสิงคโปร์ให้เผชิญความยากลำบากตั้งแต่ไก่โห่ ห้ามประมาท ประกาศมาตรการรับมือทันที  

นายอนุทินเรียกประชุมหลายครั้ง ครั้งล่าสุด จันทร์  16 มี.ค. ยังท่องคาถา ไทยสำรองน้ำมันมากสุดรองจากญี่ปุ่น แต่ไม่กล้าบอก จะปรับราคาน้ำมันกี่ครั้ง เลิกอุดหนุนอะไรบ้าง ต้องรับมือยังไง (มติ ครม. 17 มี.ค. อาจออกมาแล้ว) แล้วจะให้เชื่อมั่น ศรัทธา ได้ไง

วิกฤติน้ำมัน ทำให้รู้ว่า นายอนุทินยังคงขาดภาวะผู้นำยังคงสอบตกการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ที่น่าห่วงคือ ดรีมทีมเศรษฐกิจ จะเป็นนายแบกนางแบกไปได้ซักกี่น้ำ.

ดาวประกายพรึก

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่