ปัญหาว่า…ใครจะเป็นรัฐมนตรีคนใหม่คุมกระทรวงไหน คงไม่สำคัญไปกว่า “ฝีมือ” ของรัฐมนตรี และรัฐบาล ท่ามกลางสารพัดวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น

โดยเฉพาะวิกฤติพลังงาน ที่กำลังลุกลามมาจนถึงปัญหาปากท้อง สินค้าราคาแพง บริการแพง ค่าเดินทางแพง ที่กำลังเป็นพายุลูกใหญ่ จนอาจกลายเป็นวิกฤติศรัทธา หากรัฐบาลชุดใหม่ไม่สามารถโชว์ฝีมือแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

แม้ว่าวิกฤติพลังงานครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล แต่การแก้ปัญหา คือ “ความหวัง” ของคนไทยทั้งชาติ

ความโกลาหล ของน้ำมันที่มีไม่พอขาย จนเดือดร้อนกันทั้งประเทศ กลายเป็น “โจทย์หิน” ที่กดความเชื่อมั่นของคนไทยทั้งชาติ โดยที่นายอนุทิน เอง ไม่สามารถตอบคำถามให้คนไทยหายแคลงใจได้

ความพยายามเรียกความเชื่อมั่น เพียงแค่บอกว่า “น้ำมันมีเพียงพอ” และได้ให้โรงกลั่นน้ำมันเติมน้ำมันเข้าระบบด้วยการดึงน้ำมันสำรองเข้ามาเพิ่มอีก 0.5% ของปริมาณสำรองที่มีอยู่

ขณะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เป็นเพียงมีการกักตุนน้ำมันจากความตระหนกของคนไทยที่กลัวว่าต่อไปน้ำมันจะขาดแคลน หากทุกคนหยุดตุน เลิกตุน แล้วกลับไปใช้น้ำมันตามปกติ ที่วันละ 67 ล้านลิตร ทุกอย่างก็จะสงบ

ไม่เพียงแค่นี้… ยังมีเรื่องของค่าไฟ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการผลิตไฟฟ้าของไทยเวลานี้ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศกว่า 50-60% ทีเดียว หากไม่บริหารจัดการเรื่องแหล่งเชื้อเพลิงให้ดี ค่าไฟแพง! จะเป็นปัญหาใหญ่ตามมาสมทบเข้าให้อีก

ณ เวลานี้ ปฎิเสธไม่ได้ว่าผลพวง ของวิกฤติน้ำมัน ยังเป็นเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาปากท้องตามมาต่อเนื่อง หลังจากที่บริษัทใหญ่ใหญ่เกือบ 10 แห่ง ได้ส่งหนังสือถึงคู่ค้าที่ต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากวิกฤติน้ำมัน ตั้งแต่เดือนเมษายน นี้เป็นต้นไป

นั่นหมายความว่า…สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ก็จะปรับราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย! ต่อให้บรรดาร้านค้าจะจัดโปรโมชั่นช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าประเภทข้างแกง อาหารตามสั่ง ไม่ขึ้นราคา!

เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องปุ๋ยเคมี ที่เป็นต้นทุนสำคัญของพี่น้องเกษตรกรไทย ที่เวลานี้กำลังเสี่ยงต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลน จากปัญหาการนำเข้าวัตถุดิบที่ทำไม่ได้ รวมถึงการหามส่งออกของจีน ที่เป็นประเทศส่งออกปุ่ยรายใหญ่ของโลก เพราะต้องการดูแลอุตสาหกรรมในประเทศ

เท่านี้ยังไม่พอ!! เรื่องของฤดูกาล ลมฟ้าอากาศ ที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของพืชผลทางการเกษตรที่ต้องเผชิญอยู่แล้วทุกปี มาปีนี้…ปัญหาเรื่องของซุปเปอร์เอลนีโญ ที่กำลังเกิดขึ้น ก็มีผลต่อปากท้องของเกษตรกรไทยไม่น้อย

เช่นเดียวกับเรื่องของการท่องเที่ยว ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาค่าตั๋วเครื่องบินที่ทะยานเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน 10-15% หรือแม้แต่การยกเลิกเที่ยวบินจากความกลัวความไม่ปลอดภัยจากสงคราม

หรือ…แม้แต่ปัญหาน้ำมันที่มีไม่เพียงพอ บรรดารถทัวร์นำเที่ยว ก็ย่อมกระทบตามไปด้วย รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม ที่อาจดึงกำลังซื้อนักท่องเที่ยวให้ลดลง สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อรายได้ทางการท่องเที่ยว ที่อาจหดหายมากขึ้นถ้าสงครามยังยืดเยื้อ

ความไม่แน่นอนของปัญหาสงคราม ผนวกรวมเข้ากับปัญหาอเมิกัน เฟิร์ส ของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ก็มีผลกระทบต่อการค้าโลกไม่น้อย รวมถึงการค้าของไทย ที่แม้การเสียภาษีจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าภาษีตอบโต้ แต่ก็มีภาษีตามมาตรา 301 ตามมาอีก

นี่เป็นเพียงแค่…ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ที่รัฐบาลของนายอนุทิน สมัยที่ 2 กำลังเผชิญอย่างหนัก แต่ในเชิงการเมืองยังมีปัญหาอีกสารพัด ที่ยังต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการฉกฉวยผลประโยชน์ในช่วงที่ประเทศกำลังอ่อนแอ

รวมไปถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยพลิกฟื้นจาก “คนป่วย” กลายเป็นคนปกติและมีร่างกายที่แข็งแรง และแข็งแกร่ง ที่ต้องอาศัยความเข้มแข็งของรัฐบาล

แต่!! ปัญหาคือ… สารพัดโจทย์หินเหล่านี้ รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ในสมัยที่ 2 จะโชว์ฝีมือเรียกความเชื่อมั่นของคนไทยได้เพียงใด?