การนำเงินออมของประชาชนในสหภาพยุโรป (อียู) มูลค่าหลายล้านล้านยูโร มาใช้เพื่อปลดล็อกเงินทุนสำหรับบริษัทต่าง ๆ ในยุโรป ผ่านตลาดการเงินที่บูรณาการมากขึ้น เป็นแนวคิดที่ดูเรียบง่าย แต่การบรรลุเป้าหมายนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อน เนื่องจากประเทศสมาชิกอียูไม่สามารถตกลงกันได้ และแนวคิดดังกล่าวไม่มีความคืบหน้ามานานหลายปีแล้ว
กว่าทศวรรษหลังจากอียูเสนอแนวคิดเรื่องตลาดทุนที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเป็นครั้งแรก ประเด็นนี้ก็กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง พร้อมกับความกังวลแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในความพยายามครั้งก่อน ๆ
แรงกระตุ้นครั้งใหม่เกิดจากความกลัวที่ว่า อียูตามหลังสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก นั่นคือ สหรัฐ และจีน อย่างน่าเป็นห่วง โดยบางคน รวมถึงนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) หยิบยกความเป็นไปได้ที่สมาชิกอียูหลายประเทศ จะเดินหน้าจัดตั้ง “สหภาพการออมและการลงทุน” (เอสไอยู)
องค์ประกอบสำคัญของเอสไอยู คือ การรวมศูนย์อำนาจการกำกับดูแลตลาด ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของอียู จำนวน 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ และโปแลนด์ ระบุว่าเป็นการดำเนินการที่จำเป็น แต่ประเทศสมาชิกอียูขนาดเล็กกว่า เช่น ลักเซมเบิร์ก และไอร์แลนด์ กลับแสดงความกังวล
อนึ่ง ฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ ต้องการรวมตลาดการเงินระดับชาติ เพื่อทำให้การลงทุนไหลเวียนได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้นทั่วอียู อีกทั้งอีซียังต้องการให้ตลาดจัดหาเครื่องมือทางการเงินที่น่าดึงดูดใจมากขึ้น สำหรับพลเมืองชาวยุโรปที่มีความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่าพลเมืองชาวอเมริกัน
ปัจจุบัน เงินออมของประชาชนในอียู จำนวน 10 ล้านล้านยูโร (ราว 374 ล้านล้านบาท) ถูกเก็บไว้ในรูปแบบของ “เงินฝากธนาคาร” เนื่องจากผู้คนมองว่ามีความปลอดภัย
การผลักดันการปฏิรูปยังรวมถึงการทำให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า การประสานตลาดการเงิน และการขจัดการแบ่งส่วนที่ขัดขวางการรวมเงินทุนมหาศาล อาจทำให้มีเงินทุนจำนวนมากขึ้นสำหรับการขยายธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม นายฟิลิปป์ เลาส์เบิร์ก นักวิเคราะห์จากศูนย์นโยบายยุโรป (อีพีซี) กล่าวว่า มันเป็นหนึ่งในข้อเสียเปรียบสำคัญที่อียูเผชิญอยู่ เมื่อเทียบกับสหรัฐและจีน
ยิ่งไปกว่านั้น ยุโรปต้องการเงินจำนวนมาก โดยรายงานฉบับสำคัญในปี 2567 ประเมินว่า อียูต้องการการลงทุนเพิ่มเติม 750,000 – 800,000 ล้านยูโรต่อปี (ราว 28 – 30 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ อียูจำเป็นต้องทุ่มเงินมากขึ้นในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสีเขียว รวมถึงการป้องกันประเทศ เนื่องจากเผชิญกับความไม่มั่นคงระดับโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบรรดาผู้นำอียูต่างกระตือรือร้นที่จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



