การประชุมครั้งนี้รวบรวมตัวแทนผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการ 41 คน จาก 30 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกันวิพากษ์และแสวงหาทางออกให้แก่ความท้าทายที่ทับซ้อนกัน ระหว่างวิกฤติศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย และการรุกคืบอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ในห้องข่าว ท่ามกลางบรรยากาศความไม่แน่นอนทางการเมืองระดับโลกและการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน
ทั้งนี้ เจเอเค ก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2507 ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อ ปัจจุบัน เจเอเคเป็นองค์กรสื่อมวลชนขนาดใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในเกาหลีใต้ มีสมาชิกมากกว่า 12,000 คน จากองค์กรสื่อ 215 แห่ง ครอบคลุมทั้งหนังสือพิมพ์ สถานีโทรทัศน์ สำนักข่าว และแพลตฟอร์มดิจิทัล
พันธกิจหลักของเจเอเคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าวภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความร่วมมือในระดับสากล จึงนำไปสู่การริเริ่มจัดการประชุมผู้สื่อข่าวนานาชาติเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2556 และจัดต่อเนื่องมาทุกปี ยกเว้นช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่ปรับการประชุมเป็นรูปแบบเป็นออนไลน์
การประชุมภาคแรกของปีนี้ภายใต้หัวข้อ “ประชาธิปไตยและวารสารศาสตร์ : บทบาทของสื่อในยุคแห่งวิกฤติ” เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางการยอมรับว่า ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกกำลังเผชิญกับการถดถอย และการแบ่งขั้วทางการเมืองที่รุนแรง
นายแดเนียล บาสตาร์ด ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ คูเรียร์ อินเตอร์เนชันแนล ( Courrier International ) จากฝรั่งเศส ขยายความถึงแก่นแท้ของวารสารศาสตร์ว่า คือการ “ต่อต้านอำนาจ” และการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างโลกที่ขาดการติดต่อกัน จากประสบการณ์ของเขา ในฐานะผู้สื่อข่าวประจำกรุงปักกิ่งของจีนเป็นเวลา 7 ปี บาสตาร์ดเห็นว่า การสร้างความร่วมมือในระดับแนวราบ ระหว่างผู้สื่อข่าวกับภาคพลเมือง คืออาวุธสำคัญที่สุดในการตรวจสอบอำนาจรัฐ แม้ในพื้นที่ซึ่งประชาธิปไตยถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน ความท้าทายในปัจจุบันคือการสูญเสียความเชื่อมั่นจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งหันไปรับข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นหลัก
ด้านนายเฟลิกซ์ ลิลล์ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว อาร์เอ็นดี ของเยอรมนี นำเสนอแนวคิด “โฮโมอินฟลูเอนเซอร์” ( Homo Influencer ) โดยยกกรณีของ ‘Rezo’ ยูทูบเบอร์ชาวเยอรมันที่สามารถสร้างอิทธิพลต่อคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่ได้อย่างมหาศาล การที่สื่อกระแสหลักอย่าง “ดี ไซต์” ( Die Zeit ) ตัดสินใจจ้างอินฟลูเอนเซอร์มาเป็นคอลัมนิสต์ สะท้อนถึงการปรับตัวเพื่อรักษา “ความเกี่ยวข้อง” ของสื่อดั้งเดิม ในโลกที่ผู้บริโภคต้องการความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและเข้าถึงง่ายกว่าเดิม
ขณะที่ตัวแทนจากไทย คือน.ส.ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป หัวหน้าข่าวต่างประเทศของเดลินิวส์ กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ สื่อมวลชนกำลังเผชิญกับ “วิกฤติข้อมูล” ที่รุนแรง เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ข่าวปลอมแนบเนียนจนแยกไม่ออก และเรื่องเล่าทางการเมืองแพร่กระจายไปเร็วกว่าการตรวจสอบ หน้าที่ของผู้สื่อข่าวจึงไม่ใช่แค่การรายงานเหตุการณ์อีกต่อไป แต่คือการปกป้องรากฐานของสังคมประชาธิปไตย เพราะพลเมืองจะรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อมีงานวารสารศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
บริบทของข่าวโลกได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เหตุการณ์ต่างแดนดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบันความขัดแย้งหรือวิกฤตทางการทูตในจุดหนึ่งของโลกสามารถส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจและการเมืองข้ามทวีปได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานหรือห่วงโซ่อุปทานที่ผันผวน ส่งผลให้ข่าวต่างประเทศกลายเป็นปัจจัยที่กำหนดความเป็นจริงในระดับท้องถิ่น ผู้สื่อข่าวจึงต้องวิวัฒนาการจากการเป็นเพียงผู้ส่งสาร สู่การเป็นผู้ตีความความซับซ้อนและให้บริบทแก่สาธารณชน

มนุษย์กำลังอยู่ในยุค “ความย้อนแย้งของความเหลือล้น” ( Paradox of Plenty ) แม้จะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้นจากทั้งดาวเทียมและโซเชียลมีเดีย แต่กลับไม่ได้ทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นเสมอไป ซ้ำร้ายการเติบโตของ “สงครามข้อมูล” ที่ใช้เอไอสร้างดีปเฟค และเนื้อหาบิดเบือน ยิ่งทำให้การตรวจสอบความจริงทำได้ยากขึ้นและกระจายตัวเร็วกว่าเดิม
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ สำนักข่าวต้องเสริมสร้างกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด โดยเน้นระบบ “Double-gate verification” หรือการตรวจสอบสองชั้น เพื่อการยืนยันข้อมูลผ่านแหล่งข่าวอิสระหลายแห่ง แม้กระบวนการนี้จะไม่ได้รวดเร็วที่สุด แต่ในวิชาชีพสื่อมวลชน “ความน่าเชื่อถือต้องอยู่เหนือความเร็วเสมอ” เพราะหากความเชื่อมั่นในข้อมูลถูกทำลาย การถกเถียงในสาธารณะจะอ่อนแอลงและทำให้สังคมเปราะบางต่อการถูกชักจูง
ความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นแบบ “ไฮบริด” ที่ผสมผสานทั้งกำลังทหาร การโจมตีทางไซเบอร์ และการกดดันทางเศรษฐกิจ การรายงานข่าวต้องใช้ความแม่นยำและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เป็นการสุมไฟแห่งความแตกแยก เหนือสิ่งอื่นใดต้องไม่ลืมแง่มุมของมนุษยธรรม เพราะหลังสถิติของทุกวิกฤติคือชีวิตของคนจริง ๆ
ด้านน.ส.คิม อึน-จี หัวหน้าโต๊ะการเมืองจาก “ซิซาอิน” ( SisaIN ) หนึ่งในสื่อออนไลน์ของเกาหลีเหนือ กล่าวว่า วิกฤติกฎอัยการศึก 3 ธ.ค. 2567 กับการยืนหยัดของสื่อบทเรียนสำคัญที่ถูกนำมาอภิปรายอย่างกว้างขวางคือบทบาทของสื่อมวลชนเกาหลีใต้ ในช่วงการประกาศกฎอัยการศึกอย่างผิดกฎหมาย โดยประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ในคืนดังกล่าว รัฐบาลพยายามเข้าควบคุมสื่อทุกแขนงและปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกผ่านคำสั่งฉบับที่ 1 ของกองบัญชาการกฎอัยการศึก
ข้อมูลจาก “สมุดอ้างอิงกฎอัยการศึก” เผยให้เห็นว่ารัฐบาลมีแผนการเซ็นเซอร์สื่ออย่างเป็นระบบ โดยกำหนดประเภทข่าวที่ห้ามรายงานถึง 36 ประเภท รวมถึงการห้ามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาล และการบังคับให้รายงานข่าวประชาสัมพันธ์วีรกรรมของกองทัพในลักษณะที่เกินจริง อย่างไรก็ตาม คิมระบุว่า ผู้สื่อข่าวในเกาหลีได้เลือกที่จะไม่ยึดถือ “ความเป็นกลางเชิงกลไก” แต่เลือกที่จะรายงานจากจุดยืนของ “การคุ้มครองรัฐธรรมนูญ”
การรายงานสถานการณ์แบบสดจากพื้นที่รัฐสภาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการปิดกั้นข้อมูล และกระตุ้นให้ประชาชนออกมารวมตัวกันเพื่อปกป้องประชาธิปไตย จนนำไปสู่การลงมติยกเลิกกฎอัยการศึกในสภาได้สำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า วารสารศาสตร์ที่แท้จริงคือความสามารถในการแยกแยะระหว่าง “ความแตกต่าง” กับ “ความผิด” และความกล้าหาญที่จะรายงานสิ่งซึ่งขัดต่อหลักการประชาธิปไตย

เมื่อเข้าสู่การประชุมภาคที่สองภายใต้หัวข้อ “กรณีการใช้เอไอ และอนาคตของห้องข่าว” มุมมองของผู้เข้าร่วมได้เปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า เอไอจะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ ไปสู่การแสวงหาแนวทางว่ามนุษย์จะใช้เอไอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคงความน่าเชื่อถือได้อย่างไร
นวัตกรรม “AI LINK” ของวารสารศาสตร์เศรษฐกิจ กรณีศึกษาที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือการเปิดตัวระบบ “AI LINK” โดยนาย อู ซึง-โฮ จากหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจโซล ( Seoul Economic Daily ) ซึ่งเป็นระบบที่มีความโดดเด่น เนื่องจากเป็นการพัฒนาภายในโดยกลุ่มผู้สื่อข่าวเอง เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานจริงของคนทำสื่อ และไม่ต้องพึ่งพาวิศวกรภายนอกเพียงอย่างเดียว
AI LINK ประกอบด้วยเครื่องมือสำคัญที่ทำงานประสานกัน 4 ส่วนหลัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการนำ AI มาใช้ในทุกขั้นตอนของสายการผลิตข่าว “AI NOVA” ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการยกร่างบทความ ตรวจสอบคำผิด และเสนอแนะหัวข้อข่าว ที่มีความดึงดูดและสอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นหา
” AI PRISM” ระบบจัดกลุ่มและประมวลผลข่าวสารรายวัน เพื่อแปลงเป็นจดหมายข่าว 8 รูปแบบที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับรสนิยมและความต้องการของผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม “AI WAVE” นวัตกรรมในการเปลี่ยนข่าวประเภทตัวอักษรให้กลายเป็นเนื้อหาวิดีโอโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมสามารถรุกเข้าสู่ตลาดสื่อเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรบุคคลมหาศาล “AI GLOBE” ระบบแปลภาษาข่าวเป็นภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ เพื่อขยายขอบเขตการนำเสนอข้อมูลสู่ระดับสากลได้อย่างรวดเร็ว
จากสถิติที่น่าสนใจ หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจโซลสามารถผลิตเนื้อหาที่ใช้ AI ช่วยเหลือได้มากกว่า 16,500 ชิ้นภายในเวลาเพียงหนึ่งปี โดยใช้ทีมงานเพียง ผู้สื่อข่าว 2 คน และนักศึกษาฝึกงาน 4 คน ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่า เอไอไม่ได้ทำให้คนตกงานเสมอไป แต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้แก่องค์กรสื่อที่มีทรัพยากรจำกัด
ความไว้วางใจคือทรัพยากรที่ขาดแคลนที่สุด อย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไม่ได้หมายความว่าภารกิจของนักข่าวจะสิ้นสุดลง ในทางกลับกัน นายมาร์ติน จอร์จีฟ สื่อมวลชนจากบัลแกเรีย และนายเจิ้ง ไคจวิน จากสำนักข่าวซินหัวของจีน ต่างเห็นตรงกันว่า ในยุคที่เอไอสามารถสร้างเนื้อหาได้มหาศาล ทรัพยากรที่หายากที่สุดจะไม่ใช่ข้อมูลอีกต่อไป แต่คือ “ความไว้วางใจ” จอร์จีฟเปรียบเทียบการใช้เอไอในห้องข่าวกับการใช้หุ่นยนต์ผ่าตัด ว่าแม้หุ่นยนต์จะมีความแม่นยำสูง แต่สังคมยังไม่พร้อมที่จะกดปุ่ม “ผ่าตัดอัตโนมัติ” เพราะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาดขึ้น
ในทำนองเดียวกัน จริยธรรมและศรัทธาในวิชาชีพสื่อมวลชนจะยังคงผูกติดอยู่กับ “ลายเซ็น” ของผู้สื่อข่าวที่เป็นมนุษย์ เพราะเอไอไม่มีสามัญสำนึกเกี่ยวกับความรับผิดชอบและความยุติธรรม ขณะที่เจิ้งระบุถึงภัยคุกคามจากสิ่งที่เขาเรียกว่า “AI Slop” หรือเนื้อหาขยะที่ถูกผลิตขึ้นโดยเอไอซึ่งมีคุณภาพต่ำ และอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อถือในระยะยาว เขาเน้นย้ำว่า “หัวใจของงานข่าว” คือการปรากฏตัว ณ สถานที่เกิดเหตุ และการตรวจสอบแหล่งข้อมูลด้วยมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เอไอไม่สามารถเลียนแบบได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใดก็ตาม
ขณะที่นางเรนาตา เอวา คิม ผู้สื่อข่าวจาก นิวส์วีค โพลสกา แสดงทรรศนะว่า ในยุคที่การบริโภคข่าวสารเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อน Generative AI คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนเชิงเทคนิค เช่น การถอดความจากเสียง ผ่านเครื่องมืออย่าง Sonix การช่วยร่างโครงสร้างบทความ และการสรุปเนื้อหาจากเอกสารจำนวนมาก เพื่อให้นักข่าวมีเวลาไปทุ่มเทกับงานที่มีคุณค่ามากกว่า อย่างการลงพื้นที่สัมภาษณ์ การวิเคราะห์เชิงลึก และการตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์ เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม เธอวางกฎเหล็กในการทำงานร่วมกับเอไอไว้อย่างชัดเจนว่า “ต้องมีมนุษย์ควบคุมในทุกขั้นตอน” ผู้สื่อข่าวต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาทุกบรรทัดเสมือนเป็นผู้เขียนเองทั้งหมด เอไอจะถูกใช้เป็นเพียงผู้ช่วยเบื้องต้นเท่านั้น ข้อมูลทุกอย่างที่เอไอจัดทำขึ้นมาจะถือว่าเป็นสิ่งที่ “ยังไม่ได้รับยืนยัน” จนกว่าจะมีการตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ นอกจากนี้ ยังต้องระวังความเสี่ยงด้าน “ความมั่นใจที่ผิดพลาด” ของเอไอ และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแหล่งข่าวที่ไม่ควรถูกเปิดเผยในระบบออนไลน์
การประชุมผู้สื่อข่าวโลกครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า งานข่าวในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับการรักษา “ความเป็นมนุษย์” ได้อย่างมั่นคงที่สุด ขณะที่เอไอเข้ามาปฏิวัติกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลไปจนถึงการกระจายเนื้อหา บทบาทของสื่อมวลชนจะเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “ผู้ส่งสาร” ไปสู่การเป็น “ผู้ตรวจสอบและผู้นำทางศรัทธา”
การใช้เอไอในห้องข่าวควรเป็นไปในทิศทางที่เสริมสร้าง ไม่ใช่แทนที่ จิตวิญญาณของการสืบสวนสอบสวน สำหรับก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมสื่อมวลชน แม้เอไอจะสามารถพยากรณ์คำถัดไปได้อย่างแม่นยำ แต่สื่อมวลชนต้องยืนหยัดในการยืนยันข้อเท็จจริง จากการสัมผัสประสบการณ์จริงในพื้นที่ ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ทุกเนื้อหาที่ถูกผลิตโดยเอไอต้องมีการแจ้งเตือนผู้อ่านอย่างชัดเจน และต้องมีบรรณาธิการที่เป็นมนุษย์กำกับดูแลในขั้นตอนสุดท้ายเสมอ เพื่อรองรับความผิดพลาดทางกฎหมายและจริยธรรม
ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนต้องทำงานร่วมกับภาคเทคโนโลยี ภาคกฎหมาย และสถาบันระหว่างประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานจริยธรรมเอไอ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ องค์กรสื่อต้องตระหนักถึงอธิปไตยของข้อมูล และเลือกใช้เครื่องมือที่ปกป้องความเป็นส่วนตัวของแหล่งข่าว และความลับทางราชการเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ

ท้ายที่สุด ดังคำกล่าวของนายพัก จง-ฮยอน ประธานสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งเกาหลี ว่า “ข่าวคือสัญญาณ และความจริงอันเที่ยงธรรมคือแสงสว่าง” แสงสว่างนั้นจะนำทางนักข่าวในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับใช้ประชาชน” ไม่ว่าภาษา วัฒนธรรม หรือเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปเพียงใด ความมุ่งมั่นต่อความจริงและความอุทิศตนเพื่อสันติภาพและเสรีภาพ จะยังคงเป็นหัวใจที่ไม่เปลี่ยนแปลงของสื่อสารมวลชนโลกสืบต่อไป.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป



