เสียงจาก “นัท-มนัทพงศ์ เซ่งฮวด” คีย์แมนที่ช่วย “ชุบชีวิตเสื่อกระจูด” สินค้าท้องถิ่นของดีของ จ.พัทลุง มาอัปเกรดจนกลายเป็นแบรนด์โกอินเตอร์ภายใต้ชื่อ “VARNI Craft” จนสร้างอาชีพ-สร้างรายได้ให้ชาวบ้านในชุมชน ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปสนทนาถึงแรงบันดาลใจที่เขามีกับเรื่องนี้

“นัท-มนัทพงศ์” เล่าประวัติให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า เขาเกิดและโตที่ ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โดยครอบครัวมีอาชีพทำงานหัตกรรมเกี่ยวกับงานจักสานโดยเฉพาะ “อาชีพสานเสื่อกระจูด” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ตัวเขาจึงจำภาพต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี เพราะได้เห็นคุณสานเสื่อกระจูดมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยเขาบอกว่า เสื่อกระจูดที่คุณแม่สานมีทั้งเก็บเอาไว้ใช้ในครอบครัว และสานเพื่อนำไปขาย นอกจากนี้คุณแม่ยังเป็น “ครูช่าง” ที่ออกไปสอนการสานเสื่อกระจูดให้ชาวบ้านด้วย และด้วยความที่เห็นภาพเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้เขาจึงสนใจงานศิลปะก็เลยเลือกเรียนด้านศิลปะ โดยเรียน ปวช .ที่ วิทยาลัยศิลปหัตถกรรม นครศรีธรรมราช จากนั้นมาเรียนปริญญาตรีต่อที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมาต่อปริญญาโทที่ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
“จริง ๆ ตอนเรียนจบออกมาก็คิดว่าจะไปเป็นอาจารย์ หรือทำงานรับราชการอย่างที่แม่ตั้งความหวังไว้ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจนำความรู้ศิลปะที่เรียนมา กลับมาช่วยพัฒนาเสื่อกระจูดในชุมชน เพราะอยากให้ของดีชุมชนนี้เป็นที่รู้จักและมีมูลค่ามากขึ้น โดยจุดเปลี่ยนเริ่มจากช่วงที่เรียนน ผมนำเสื่อกระจูดของแม่ไปขายที่ตลาดรถไฟ เพื่อช่วยแม่ อีกทั้งยังมีรายได้ไว้ใช้เป็นทุนการศึกษาด้วย แต่ปรากฏขายไม่ดี หรือขายได้ แต่ก็ได้ราคาที่ต่ำมาก ๆ เช่น ผืนละ 100-150 บาท ซึ่งราคาเท่านี้ ไม่คุ้มเหนื่อยเลย ทั้งที่กว่าจะสานได้ต้องใช้เวลานานมาก” มนัทพงศ์ เล่าย้อนนึกถึงเหตุการณ์นี้

น้า ๆ ป้า ๆ ยาย ๆ สมาชิกกลุ่ม
ทั้งนี้ บทเรียนจากการนำเสื่อกระจูดของคุณแม่ไปขายที่ตลาดรถไฟ ทำให้เขาคิดได้ว่า “งานฝีมือถ้าไร้การออกแบบก็ยากจะไปต่อ” เขาจึงนำทักษะการออกแบบที่ร่ำเรียนมา นำมาใช้ปรับเปลี่ยนสินค้าดั้งเดิมใหม่ เริ่มจากการจับคู่สีใหม่ให้ดูมีความทันสมัยมากขึ้น รวมถึงเปลี่ยนรูปลักษณ์จากเสื่อผืนแบน ๆ ไปสู่สินค้าแฟชั่น และของตกแต่งบ้าน
“เริ่มจากนำเรื่องของศิลปะเข้าไปช่วยเรื่องการออกแบบลวดลาย โดยประยุกต์ให้เสื่อกระจูดดูคลาสสิกขึ้น และลวดลายเป็นกราฟิกมากขึ้น ขณะที่เรื่องของการใช้สี ผมจะใช้สีให้โดดเด่นกว่าเดิม เช่น สีเอิร์ธโทน สีขาวดำ ให้ดูน่าสนใจ ส่วนลวดลาย ผมต้องให้ชาวบ้านสามารถทำได้ด้วย โดยเราจะออกแบบก่อน แล้วให้คุณแม่ช่วยแกะลายขึ้นมา จากนั้นเอาไปสอนชาวบ้านอีกที ซึ่งพอสินค้าเริ่มวางขาย ปรากฏกระแสตอบรับดีมาก ทำให้กระจูดของเราขายดีขึ้น และมีคนรู้จักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์สินค้ากระจูดพูดถึงเรื่องนี้
เขาเล่าให้ฟังอีกว่า ต่อมาเขาได้ตัดสินใจที่จะจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพขึ้นแบบเป็นเรื่องเป็นราว โดยก่อตั้งเป็น วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี (VARNI Craft) ซึ่งนอกจากจะมีสินค้าเสื่อกระจูดแล้ว ยังต่อยอดพัฒนาไปสู่สินค้าประเภทอื่น ๆ ด้วย อาทิ กระเป๋า ของใช้ต่าง ๆ รวมถึงเปิดไลน์สินค้ามาจับกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ ซึ่งล่าสุดนี้ก็ได้พัฒนาสินค้ากลุ่มใหม่ขึ้นมาเพื่อจับกระแสเทรนด์รักษ์โลก ด้วยการทำสินค้าในกลุ่มที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์โลว์คาร์บอน (Low Carbon) ที่ถือเป็น หัตถกรรม Net Zero รายแรกของไทย อีกทั้งในปัจจุบันเสื่อกระจูดของกลุ่มได้ มาตรฐาน GI (Geographical Indication)แล้ว

เข้าไปเก็บต้นกระจูด
“ปัจจุบันการทอเสื่อกระจูดกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ทำให้เราจึงอยากช่วยกระจายรายได้ไปยังวิสาหกิจชุมชนอื่น ๆ จึงเข้าไปส่งเสริมให้ความรู้ โดยตอนนี้มีสมาชิกกลุ่มอยู่ 150 ครัวเรือน รวมทั้งมีเครือข่ายที่ร่วมงานกันอยู่อีก 15 วิสาหกิจชุมชน ทำให้เราสร้างรายได้กระจายตัวไปยังเพื่อน ๆ จังหวัดอื่น ๆ ตั้งแต่นครศรีธรรมราช สงขลา ไปจนถึง จ.ปราจีนบุรี ก็มี เพราะเรารับออเดอร์จำนวนเยอะ ๆ จึงต้องสร้างเครือข่ายขึ้นมา” เจ้าของแบรนด์กล่าว
ด้วยความเป็นคนช่างคิด และไม่หยุดมองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่สุด นัทก็จึงขยายไลน์ของแบรนด์ออกไปสู่การทำเรื่องของ การท่องเที่ยววิถีชุมชน จนเกิดเป็น วรรณีคราฟต์สเตย์ (VARNI Craftstay) ขึ้น โดยนัทเล่าว่า สังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกค้า ที่นอกจากจะเข้ามาซื้อสินค้าชุมชนแล้ว หลายคนยังสนใจและอยากลองหัดทำเสื่อกระจูดบ้าง จึงเห็นโอกาสว่า น่าจะนำเรื่องของการท่องเที่ยวโดยชุมชนมาจับความต้องการของลูกค้าในเรื่องนี้ได้ จึงตัดสินใจเปิดเป็นโฮมสเตย์โดยจัด “โปรแกรมท่องเที่ยว” ด้วยการพานักท่องเที่ยวไปเรียนรู้การสานเสื่อกระจูดให้ได้เห็นกระบวนการผลิตและเข้าใจถึงคุณค่าของกระจูด “ปัจจุบันโฮมสเตย์และโปรแกรมของเราก็ได้รับรางวัลกินรี สาขาท่องเที่ยวชุมชนอีกด้วย” เขาบอกเราเรื่องนี้
ทั้งนี้ ถ้าหากถอดรหัสความสำเร็จเรื่องนี้ที่ทำให้หัตกรรมจากพืชกระจูดกลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าและมีราคานั้น น่าจะมีปัจจัยสำคัญมาจาก “กลุ่มคนรุ่นใหม่” ที่กลับมาทำงานในบ้านเกิด ทำให้สินค้าชุมชนไปได้ไกลกว่าที่ตัวเขาเคยคิดไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานและขับเคลื่อนงานหัตถกรรมไทยให้เติบโตได้

รับใบรับรอง “ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมยั่งยืน”
“ก่อนหน้านี้เด็กรุ่นใหม่ในชุมชน เขาไม่อยากทำอาชีพนี้เพราะรายได้ไม่แน่นอน แต่พอกระจูดและสินค้าของบ้านเรามีแบรนด์เป็นที่รู้จัก ทำให้เด็กรุ่นใหม่หลายคนจึงเลือกกลับมาช่วยงาน เพราะเขามองเห็นแล้วว่าอาชีพนี้มีอนาคต อีกอย่างทำให้ความสุขชีวิตของเขาเพิ่มขึ้นด้วย เพราะไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน ทำให้ได้อยู่ใกล้ชิดครอบครัว ซึ่งตอนนี้ผมได้นำทักษะการทำกระจูดไปสอนให้กับน้อง ๆ สถานพินิจ จ.นราธิวาส ด้วย เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านี้วิชาชีพติดตัว เมื่อพ้นโทษออกมาจะได้มีอาชีพ จะได้ไม่ต้องกลับไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอีก” เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจดีของนัท
นัทยังเล่าให้ฟังอีกว่า นอกจากเขาจะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว แบรนด์ของเขายัง ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมด้วย โดยทางกลุ่มฯ จะส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกระจูดในที่ดินว่างเปล่าของตัวเอง แทนที่แบบเดิมที่เป็นการทำลายพื้นที่ธรรมชาติ เนื่องจากสมัยก่อนการเก็บกระจูดมาใช้งาน จะต้องเข้าไปในพื้นที่ป่าพรุ ที่เป็นพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เพื่อป้องกันการทำผิดกฎหมาย และไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม ทางกลุ่มฯ ก็เลยให้ชาวบ้านปลูกกระจูดในที่ดินตัวเอง
“วิธีนี้นอกจากลดการบุกรุกทำลายป่าพรุ กระจูดที่ปลูกรอบ ๆ ทะเลน้อย ก็ยังช่วยดูดซับน้ำเสียจากชุมชนก่อนลงสู่ทะเลน้อยอีกด้วย ที่สำคัญแนวต้นกระจูดยังช่วยป้องกันไฟป่าได้อีกทางด้วย”เขาอธิบายประโยชน์หลายต่อที่ได้จากแนวคิดนี้ โดยนัทได้บอกว่า ด้วยความที่ทางกลุ่มฯ มีแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ทำให้เขาตั้งใจจะทำให้กิจกรรมของทางกลุ่มฯ มุ่งไปสู่เป้าหมายของการเป็น “หัตถกรรม Net Zero” ด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนวณ Carbon Footprint ได้ เพื่อต่อยอดไปสู่การจัดการ Carbon Credit อย่างครบวงจร ซึ่งเรื่องนี้ยังช่วย ยกระดับงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ไปสู่โมเดลธุรกิจที่เป็นเทรนด์ของโลก จนทำให้แบรนด์ได้รับคัดเลือกจาก สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) ให้เป็น “ต้นแบบผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่ยั่งยืน” อีกทั้งยังได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนให้สินค้าของกลุ่มสามารถติด “ฉลาก NET ZERO” บนผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย จนทำให้ แบรนด์ VARNI Craft เป็นหัตถกรรมรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนนี้ เขาเล่าเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงที่ภูมิใจ

ใบรับรองให้ใช้ “ฉลาก Net Zero”
นอกจากนั้น เขาได้กล่าวกับ “ทีมวิถีชีวิต” ถึง “แผนในอนาคต” ว่า เขากำลังขยายพื้นที่เป็น “ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร” ให้เป็นเซ็นเตอร์ให้คนที่สนใจงการประกอบอาชีพ งานจักสาน หรืองานดีไซน์ต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้ รวมถึงตั้งใจจะทำเป็น “พิพิธภัณฑ์” ให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่ากระจูดของบ้านเรามีวิวัฒนาการเป็นยังไง เพื่อเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านภูมิปัญญา
“นัท-มนัทพงศ์” ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องจักสาน ปี 2557 ของ SACIT ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft พูดถึงการที่แบรนด์ได้รับเลือกเป็น “ต้นแบบผลตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมยั่งยืน” จนสามารถติด “ฉลาก Net Zero” ลงบนสินค้าได้ว่า“ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของหัตถกรรมไทยที่แสดงให้เห็นว่างานฝีมือชุมชนก็สามารถก้าวสู่มาตรฐานสากลได้ ซึ่งการได้การรับรองนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก แต่ยังจุดประกายให้วิสาหกิจอื่น ๆ…เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจสีเขียว”.

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์
‘จุดประกาย’ให้แบรนด์ท้องถิ่น
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) พูดถึงแบรนด์ VARNI Craft ว่า เป็นหนึ่งใน โมเดลต้นแบบธุรกิจคราฟต์ที่ยั่งยืน โดยทางแบรนด์ได้นำหลักการของ ESG มาใช้ตั้งแต่การนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาพัฒนาต่อ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานง่าย จนถึงกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่สามารถวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการผลิตได้ เพื่อที่จะต่อยอดไปสู้การขายเป็น Carbon Credit ซึ่งความสำเร็จของแบรนด์ VARNI Craft เป็นบทพิสูจน์ว่า งานหัตถศิลป์ไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับโลกยุคใหม่ได้ โดย SACIT ยังคงสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ทั่วประเทศให้พัฒนาศิลปหัตถกรรมไทยสู่การเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างความภูมิใจและความยั่งยืนประเทศในระยะยาวอีกด้วย “หวังว่าตัวอย่างความสำเร็จของแบรนด์ VARNI Craft จะจุดประกายให้ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนอื่น ๆ เกิดแรงบันดาลใจจะยกระดับสินค้าตัวเองให้ก้าวสู่ระดับสากล มุ่งสู่ธุรกิจสีเขียวได้”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน



