ที่ไม่ได้หมายความเพียงแค่ “การประหยัด” หรือการใช้พลังงานเพียงแค่ “พอดี” เท่านั้น แต่หมายถึงโครงสร้างในทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการผลิต การใช้ รวมไปถึงผลรอบตัวในทุกด้าน

เช่นเดียวกับนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้คนไทยลดการพึ่งพาการใช้น้ำมัน ลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้น้อยลง

ที่สำคัญ!! ยังนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว การแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน รวมไปถึงการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานในระยะยาว

ในความเป็นจริงแล้ว…นโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเคยเกิดขึ้น แต่เคยพูดกันมาแล้วตั้งแต่ปี 63  ในสมัยของรัฐบาล “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่มีการนำเสนอโครงการนี้

โดยการนำรถอายุการใช้งานมากกว่า 15 ปี มาเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี เพื่อกระตุ้นการใช้รถอีวี ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอมาตรการบริหารเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนในระยะปานกลางและระยะยาว หลังจากไทยได้รับผลกระทบจากโควิด 19

เงื่อนไขหนึ่งในขณะนั้น คือการให้ประชาชนที่นำรถเก่ามากำจัด จะได้รับส่วนลดภาษีไม่เกินเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินได้นิติบุคคล 1 แสนบาท และคูปองส่วนลดสำหรับการซื้อรถใหม่

แต่… ทั้งหมดก็ไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลได้เลือกใช้นโยบาย EV 3.0 โดยอุดหนุนราคาผ่านค่ายรถครอบคลุมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสูงสุดคันละ 1.5 แสนบาทมาใช้แทนและยังตามต่อด้วยนโยบาย EV 3.5

ถัดมาในปีที่แล้วสมัยรัฐบาล “ แพทองธาร ชินวัตร”  แนวคิดนี้ก็ถูกนำมาพิจารณาอีกรอบ โดยเสนอให้มีการนำรถกระบะเก่าอายุ 20-25 ปี มาแลกซื้อรถใหม่ พร้อมส่วนลดทางภาษีและการค้ำประกันสินเชื่อ จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือบสย.  เพื่อกระตุ้นยอดขายรถกระบะ แต่สุดท้ายมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก่อน

จนมาถึงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 2 ที่ได้นำนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่มาปัดฝุ่นกันอีกครั้ง โดยอาศัยจังหวะของวิกฤติพลังงาน มาเป็นตัวผลักดัน ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นและถูกพูดถึงกันเป็นวงกว้างในเวลานี้

ขณะเดียวกันในหลายประเทศก็ได้ใช้โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ มากระตุ้นตลาด อย่างในปี 51-52  ที่หลายประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น และอเมริกา ก็ได้นำโครงการนี้มาใช้

ผลก็คือ…สามารถกระตุ้นยอดขายได้จริง แต่ไม่สัมพันธ์กับยอดการผลิตในประเทศเพราะมีปัจจัยของการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้ตามเป้าเท่าที่ควร

ในส่วนของคนไทย ที่เวลานี้บรรดาเจ้าของรถเก่ากำลังรอความหวัง!! ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายมุมมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำให้ความต้องการซื้อรถใหม่อย่างน้อย 2-3 หมื่นคันในเวลานี้ต้องหยุดชะงัก เพื่อรอรายละเอียดของโครงการ

ด้านบรรดาค่ายรถยนต์แม้จะตอบรับ และเห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่ก็ตั้งข้อสังเกตในทิศทางเดียวกันว่า ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น รวมทั้งไม่ควรจำกัดเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า หรือไฮบริด หรือปลั๊กอิน ไฮบริด เท่านั้น

แต่ควรครอบคลุมไปถึงเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันหรือ ICE  รวมไปถึงรถกระบะ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้า ทั้งการประหยัดน้ำมัน การลดมลพิษ ขณะเดียวกันก็อย่าลืมว่า ยังมีคนใช้รถอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังมีความไม่พร้อมกับการใช้รถไฟฟ้า

หรือแม้แต่ความพร้อมของรถยนต์ไฟฟ้า เอง ทั้งสถานีชาร์จ ทั้งแบตเตอรี่ ทั้งอะไหล่และส่วนประกอบ หรือแม้แต่ระบบการรับประกันภัย ที่เวลานี้ยังมีราคาแพง

ที่สำคัญ!! ปัญหาที่จะส่งผลไปถึงตลาดรถยนต์มือสอง ที่มีความเสี่ยงให้ราคาลดลงไปอีก หากการแลกรถเก่าสามารถเข้าสู่ระบบรถมือสองได้ จากจำนวนรถที่เพิ่มมากขึ้น แต่หากรถเก่าต้องถูกจำกัดเท่านั้น ก็อาจทำให้รถยนต์มือสองราคาพุ่งสูงขึ้น

เหนืออื่นใด! กำลังซื้อในประเทศ ที่หากเจ้าของรถให้ความสำคัญกับการผ่อนจ่ายรถยนต์ เป็นหลัก ก็อาจทำให้ความสามารถในการใช้เงินในส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน!!