แม้จนถึงเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจน ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าอย่างไรก็ตาม แต่ในวาระในเวลาที่ประชาชนคนไทยกำลังเผชิญความยากลำบาก จากวิกฤติน้ำมัน ก็ทำให้ใครหลายคนออกจะมีอารมณ์เดือดดาลไม่น้อยเช่นกัน

ด้วยเวลานี้ข้าวของทุกอย่างกำลังแพงขึ้น ค่าใช้จ่ายแพงขึ้นทุกอย่าง ขณะที่เงินในกระเป๋ากลับไม่เพิ่มขึ้น หรือบางคนอาจน้อยลงไปด้วยซ้ำ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใดๆ ที่ประชาชนคนไทยต่างเกิดอาการรู้สึกว่ารัฐบาลกำลังเบียดบังความสุขในการใช้ชีวิต ขนาดไปเที่ยวเพื่อหาความสำราญก็ยังมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มขึ้นเข้าให้อีก

แม้ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมไปต่างประเทศ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำ เพราะมีกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว และได้ยกเว้นไปตั้งแต่ปี 2535

การออกกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมไปต่างประเทศ  มีมาตั้งแต่ปี 2526 ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 โดยมีสาระสำคัญ คือ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee)  สำหรับคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

โดยในช่วงเวลานั้น…ก็เกิดวิกฤติด้านพลังงาน ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อสะกัดไม่ให้มีการเดินทางไปเมืองนอก และดึงดูดให้มาเที่ยวในประเทศเอง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

ในครั้งนี้ก็เช่นกัน! เป้าหมายของการจัดเก็บภาษีที่ว่านี้ ก็เพราะประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก หากคนที่มีกำลัง หันมาใช้จ่ายภายในประเทศแทน ก็จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศไม่น้อย

ข้อมูลจากสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ระบุว่า ภาพรวมคนไทยออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ หรือนักท่องเที่ยวขาออก มีเฉลี่ยปีละประมาณ 10 ล้านคน โดยในปี 62 ก่อนเกิดโควิด คนไทยแห่เดินทางไปเที่ยวเมืองนอกสูงที่สุดถึง 11-12 ล้านคน และค่อย ๆ ลดลง จนเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้งในปี 67-68 ที่มีประมาณ 11-12 ล้านคน   

ที่สำคัญ! คนไทยที่แห่ไปเที่ยวนอกเหล่านี้ นำเงินไปใช้จ่ายต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.85-4.40 แสนล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 35,000-40,000 บาทต่อคนต่อทริป

หากเงินเหล่านี้… กลับมาหมุนเวียนในประเทศแทน ก็น่าจะดีต่อเศรษฐกิจในประเทศไม่น้อย ขณะที่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บ 1,000 บาทต่อคนต่อเที่ยวนั้น รวม ๆ กันแล้วในแต่ละปีรัฐบาลก็จะมีเงินเพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท

แม้ในความเป็นจริง บางคน! อาจบอกว่า “พร้อมที่จะจ่าย” เพราะต้องการไปท่องเที่ยว ขณะที่เงินค่าธรรมเนียม 1,000 บาท อาจไม่มากจนเกินไปนัก สามารถแบกรับได้ หากแลกกับการเดินทางไปหาความสุขในต่างประเทศ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ ในห้วงเวลานี้ อาจยังไม่ใช่เวลาที่ใช่! ขณะเดียวกันเงิน 10,000 ล้านบาทที่เก็บได้ หากนำมาใช้เพียงแค่เรื่องของการท่องเที่ยวในโครงการเที่ยวคนละครึ่ง ก็อาจไม่ถูกต้องนัก ต่อให้ที่มาของเงินจะมาจากคนที่เดินทางไปต่างประเทศก็ตาม

แต่เหนืออื่นใด!!  เรื่องของการท่องเที่ยว มีมากหมายหลายสิ่งที่ต้องดำเนินการไม่ใช่เพียงแค่กระตุ้นด้วยการหาเงินมาอุดหนุนให้คนไทยเที่ยวเท่านั้น

ยังมีอีกมากมายหลายสิ่ง ที่รัฐบาลต้องพัฒนา ทั้งในเรื่องของ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดหัวเมืองรองอื่นๆ ให้มากขึ้น หรือ!! แม้แต่การลดต้นทุนที่ทำให้การเที่ยวในประเทศมีค่าใช้จ่ายไม่มากไปกว่าการไปเที่ยวเมืองนอก….

ก็ต้องมารอดูกันว่า…การรเก็บค่าธรรมเนียม “ไทยเที่ยวนอก” เพื่อนำมาสนับสนุน “ไทยเที่ยวไทย” นั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่?