@โจทย์ใหญ่ของ รัฐบาล อนุทิน 2 ที่ยัง แก้ไม่ตก คือเรื่องของ เศรษฐกิจ ที่ยังกลายเป็นปัญหาที่ รุมเร้า จาก 4 ทิศ 8 ทาง เพราะ หันซ้าย หันขวา ก็เจอแต่ปัญหา เศรษฐกิจ  ที่ทุก โครงการ ยังต้องใช้ งบประมาณแผ่นดินในการแก้ ถ้า ครม.ยังไม่ อนุมติเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ตาม นโยบายของ  เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ ทุกโครงการที่อยู่ในแผนการ กู้เศรษฐกิจ และ แก้ปัญหา ปากท้อง ของ ประชาชน เพื่อ กระตุ้น หมุนเวียน การใช้จ่าย ให้ ตะกร้าเงิน ของประเทศ หมุนไปได้ ก็ยัง ติดแหง็ก ขยับไปไหนไม่ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘รถติดหล่ม’ ที่ ‘ดังแต่ท่อล้อไม่หมุน’ นั้นเอง…..ในส่วนของ การเมือง หลังการจัดตั้ง รัฐบาล อนุทิน 2 แทนที่จะมี ข่าวดี ข่าวเด่น ของ รัฐบาล ต่อประชาชน และต่อ สังคมโลก กลายเป็นมีแต่เรื่อง เสียหาย ที่เกิดขึ้น เช่นเรื่องของ ปปช. ที่ วินิจฉัย คดี ไม่แจ้งการถือหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รัฐมนตรี เรื่องของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ สั่งย้าย อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ด้วยเหตุผลที่ อีก 5 เดือนจะเกษียณอายุราชการ ที่ฟังไม่ขึ้น ในความรู้สึกของ สังคม ซึ่งแม้ว่า รัฐมนตรี เกษตรและสหกรณ์เป็น โคว้ต้า ของ พรรคเพื่อไทย แต่ รัฐบาล ก็ต้องรับผิดชอบ ต่อความ ฉาวโฉ่ ที่เกิดขึ้น เพราะ สังคมไทย เชื่อแล้วว่าการ ย้าย อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพราะไม่ สนองตอบ ต่อการ ล้วงลูก เพื่อต้องการ งบประมาณ ของ ญาติโกโหติกา ของ รัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือแม้แต่เรื่อง ความ หวังของของ ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมา ร่วมรายการกับ อินฟูลเอนเซอร์ ไลฟ์สด ในการขายทุเรียนลูกละ 100 บาท เพื่อให้ คนไทย ได้ ทานทุเรียนในราคาถูก ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่ถูกนำไป ตีความ ถึงความไม่เป็น มืออาชีพ ในเรื่อง ของ ทุเรียน  เป็นการ ทำลาย กลไกการตลาด ที่อาจจะเป็นเหตุให้ ราคาทุเรียนตกต่ำ ซึ่งกลายเป็น ประเด็น ข่าวร้าย ของ รัฐบาล เพราะ ลุกลามไปถึงการ กดดัน ให้มีการ เปลี่ยนตัว ผู้นำ เศรษฐกิจ ที่เป็น บุคคลนอกวงการ การเมือง อย่าง ศุภจี สุธรรมพันธ์ ซึ่ง ศุภจี เอง ก็มี บาดแผล จากเรื่องการ แก้ปัญหา มะพร้าวน้ำหอม ที่ราคาตกต่ำถูก ล้งจีน รวมหัวกัน กดราคา เหลือลูกละ 2 บาท ที่ นโยบายในการแก้ปัญหาที่ ศุภจี เคยให้ สัมภาษณ์  ตั้งแต่การที่จะการกับ ล้งจีน ที่ ผิดกฎหมาย ก็ไม่ได้ทำอย่างจริงจัง และ ต่อเนื่อง การตั้ง ล้งกลาง ที่เคยให้ สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก็ไม่ได้ทำ วันนี้ ราคามะพร้าวที่เกษตกร ขายได้แพงขึ้นจากลูกละ 2 บาท เป็น 4-5 บาท ไม่ได้มาจาก การแก้ปัญหาของ กระทรวงพาณิชย์ แต่มาจาก ‘ภัยแล้ง’ ที่ ฝนทิ้งช่วง ทำให้ ‘มะพร้าวขาดคอ’ ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย กลไก ตลาดจึงทำงาน ทำให้ ราคแพงขึ้น และ เมื่อเข้า หน้าฝน เมื่อไหร่ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ราคา มะพร้าวน้ำหอม เหลือลูกละ 2 บาทอีกครั้ง …..

@ที่ สำคัญ วันนี้ กลไก ของ กระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถที่จะ ควบคุมราคาสินค้าทุกชิด ที่ ผู้ผลิต และ พ่อค้า ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน ที่แพงขึ้นจาก พิษของ สงครามตะวันออกกลาง ระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน  กลไกเดียว ที่ กระทรวงพาณิชย์ ใช้ ในการ ช่วยเหลือประชาชน คือ สินค้าธงฟ้า ซึ่งก็ ช่วยได้เฉพาะ คนเมือง แต่คน ใน ชนบท จำนในที่มากกว่า ที่ เดือดร้อน กว่า สินค้าธงฟ้า ก็ไปไม่ถึง และ ยังเดือดร้อนเหมือนเดิม….สินค้าแพงทั้งแผ่นดิน โรงงานอุตสาหกรรม และ เอสเอ็มอี ที่ ไปต่อไม่ได้ ปลดคนงาน และ ปิด โรงงานเพื่อความอยู่รอด และ ย้ายโรงงานไป ประเทศอื่นๆ ที่ ดีกว่า ทำให้เกิดการ ตกงาน มากขึ้น และ แรงงานที่ยังอยู่ก็ ยังไม่มีการ ขึ้นค่าแรง เพื่อให้ สมดุล กับ ค่าครองชีพ ที่แพงขึ้นทุกอย่าง นี่คือ ปัญหาใหญ่ที่ ฉุดรั้งประเทศชาติ นี่คือ ปัญหาใหญ่ของ รัฐบาล ที่ต้องมี มาตรการ ในการ แก้ปัญหา ที่เกิดขึ้น…..

@เรื่องของ ‘แลนด์บริดจ์’ ที่ถูก ‘ตีฆ้องร้องป่าว’ ว่าเป็น ทางออก ในการสร้างความ ‘มลังเมลือง’ ให้กับประเทศ นั้นเป็นเรื่องของ อนาตค ในอีก 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ข้างหน้า ไม่ใช่เรื่องของการ แก้ปัญหา เศรษฐกิจ ในปีนี้ ปีหน้า ที่ ประชาชน อย่างเห็น และ ตอบโจทย์ เรื่อง เศรษฐกิจ ตกต่ำ และเรื่อง ปากท้อง เรื่องความ แร้นแค้น ของ ประชาชนที่เป็น รากหญ้า…..และวันนี้เรื่องของ แลนด์บริดจ์ ก็กลายเป็น การ ขยายตัวของความ ขัดแย้งขนาดหนักใน สังคมไทย เป็นการ ต่อสู้กันในเรื่อง ข้อมูล ในเรื่อง ชุดของความจริง ระหว่าง รัฐบาล และ ฝ่ายสนับสนุน กับฝ่ายที่ เห็นต่าง ในเรื่องของ  แลนด์บริดจ์ ที่สร้างแล้วจะทำให้ ประเทศไทย โชติช่วงชัชวาล จึ้งหรือไม่ คุ้มค่าไหมกับ ความ สูญเสีย ในเรื่องของ สิ่งแวดล้อม ในเรื่องที่มีผลกระทบกับ ประชาชน ในพื้นที่ ซึ่งต้องมีการ เปลี่ยนแปลง ขนาดใหญ่….ที่ สำคัญ มีการรับฟังความ คิดเห็น อย่างรอบคอบ รอบด้าน ทั้งจาก นักวิชาการ จาก ประชาชน จากผู้ประกอบการ อย่าง จริงจัง แล้วจริงหรือ  โครงการขนาดใหญ่ที่เรียกว่า อภิมหามหึมา อย่าง แลนด์บริดจ์ ต้อง ตัดสินใจด้วยความ รอบรอบ จริงๆ และ ขบวนการ รับฟังความคิดเห็น เป็นเรื่อง สำคัญ เช่นเดียวกับเรื่องการสื่อสารกับสังคม ที่วันนี้ยังมีจุด บกพร่อง จำนวนมาก ซึ่งในวันที่ 9-10 มิถุนายน 2569 ที่ จะมี ครม. สัญจร ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ของ รัฐบาล จะมี เอ็นจีโอ จากทั่วประเทศ มา ยื่น คัดค้าน โครงการ แลนด์บริดจ์ ของ รัฐบาล หน่วยงานที่ รับผิดชอบ เรื่องการ รักษาความสงบ เตรียมแผนไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อรับมือกับ เอ็นจีโอ ที่ อาจจะเข้ายึด สถานที่ประชุม เหมือนกับ หลายๆ ครั้งที่ เอ็นจีโอ เคยให้”กฎหมู่” ในการ ล้มเวที่รับฟังความคิดเห็น ในหลายโครงการของ รัฐบาล เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก แห่งที่ 2 ของ จ.สงขลา โครงการ “เมืองต้นแบบแห่งอนาคต” ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา…..

@โดย ความเป็นจริง ภาคใต้ เป็นภาคที่ที่ถูก ทิ้งร้าง ในการพัฒนา และเป็นภาคที่ ประชาชน เสียโอกาส มานานมาก รัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาล ไม่เคย ประสบความ สำเร็จ ในการ พัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้ เช่นใน สมัยที่ พรรคประชาธิปัตย์ เคย เป็นผู้บริหารประเทศ มีโครงการ เซ้าท์เทิร์นซีบอร์ด เพื่อ พัฒนาเศรษฐกิจ ของภาคใต้ ให้ เจริญรุ่งเรือง แต่ สุดท้าย โครงการ เซ้าท์เทิร์นซีบอร์ด ก็ ล้มเลิก หลังประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็น รัฐบาล เหลือเพียง ถนน ที่ เว้นพื้นที่กว้างๆตรงกลางถนนเอาไว้ เป็น อนุสรณ์สถานของความ ล้มเหลว ให้ประชาชนดูต่างหน้า ….. ต่อมา โครงการ ท่าเรือน้ำลึกอำเภอละงู ที่จะเป็นท่าเรื่อขนส่งของฝั่งทะเลอันดามัน มีทางรถไฟบรรทุกสินค้าเชื่อมต่อกับ ประเทศมาเลเซีย ที่ สถานีปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา และ ท่าเรือน้ำลึกสงขลา ซึ่งมีการศึกษาการออกแบบไว้หมดแล้ว แต่ถูกคัดค้านจาก เอ็นจีโอ ทั้งประเทศ และถูก รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลที่ผ่านมา สั่ง ยกเลิก โครงการดังกล่าว…..โครงการต่อมาคือ เมืองต้นแบบที่ 4 หรือ เมืองต้นแบบแห่งอนาคต หรือ นิคมอุสาหกรรมจะนะ ซึ่งเป็น โครงการเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้  สร้าง เศรษฐกิจ เพื่อ พัฒนาพื้นที่ แก้ปัญหาความยากจน  คนว่างงาน คนตกงาน และ รองรับ นักศึกษาที่จบใหม่ เข้าสู่ ตลาดแรงงาน แต่ สุดท้าย โครงการนี้ก็ยังสะดุดอยู่ที่การทำแผนแม่บท โดย สภาพัฒน์ฯ ที่ใช้เวลาในการทำแผนแม่บทถึง 3 ปี และ ยังไม่ได้นำเข้า ครม. ความล้าช้าทั้งหมด เกิดจากการ คัดค้าของ เอ็นจีโอ ที่ใช้ ยุทธวิธี คัดค้าน ทั้งในพื้นที่ และ ในส่วนกลาง โดยการ นำกำลังปิดประตูทำเนียบ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าทำเนียบ ไม่ได้ จึงยอม สั่งชะลอโครงการ ตามความต้องการของ เอ็นจีโอ  ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปี ที่ภาคใต้ ขาดการพัฒนา และ คนใต้ส่วนใหญ่ เสียโอกาส ในการ พัฒนา มาจาก รัฐบาล ไม่ เข้มแข็ง กลัวการประท้วง ของ เอ็นจีโอ ยอมทำตามข้อเรียกร้อง โดยไม่ได้คำนึงถือ ความ เสียโอกาสของภาคใต้ และของคนใต้…..

@เช่นเดียวกับเรื่องของ แลนด์บริดจ์  เมื่อ รัฐบาล ไม่เลือก โครงการคลองไทย ใน เส้นทาง 9 เอ ระหว่าง สงขลา – ตรัง ที่ต้องใช้การ ขุดคลอง แต่ต้องการทำ โครงการ แลนด์บริดจ์ ที่เป็น สะพานบก เชื่อม ทะเลอันดามัน ด้าน จ.ระนอง มายัง ทะเลอ่าวไทย ด้าน จ.ชุมพร แทน ก็ เห็นด้วย กับ โครงการ เชื่อมสองฝั่งทะเล ในการเป็น เส้นทางขนส่งสินค้า ระหว่าง มหาสมุทรอินเดีย กับ ทะเลจีนใต้  โครงการนี้ ต้องไม่มองในเวลาสั้นๆ ในระยะ 5 ปี 10 ปี แต่ต้องมองถึง อนาคต เมื่อ ช่องแคบมะละกา มีปัญหา คือโอกาสของ แลนด์บริดจ์ ของประเทศไทย แต่ รัฐบาล ต้องมีการ ศึกษาความเป็นไปได้อย่างรอบด้านให้มากกว่านี้ อย่างเพิ่งด่วนสรุป โดยมองด้านของ ประโยชน์ ด้านเดียว รัฐบาล ต้องมองในทุก มิติ เพราะ ทุกโครงการ ไม่ว่าจะ เล็ก หรือใหญ่ เมื่อมีได้ ย่อมมีเสีย  และ ประชาชน ที่ ต้องแบบรับ ผลกระทบ ที่เกิดขึ้น จาก โครงการนี้ ต้องมีการ เยียวยา ที่ สมเหตุสมผล และหวังว่า รัฐบาล ของ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี มีความ กล้าหาญ ในการ หักด่าน ของ เอ็นจีโอ ที่ มีการ ระดมพล จากทั่วประเทศ เพื่อ ล้ม แลนด์บริดจ์ ให้ได้…. ส่วนเรื่องของ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา รัฐบาลก็ต้อง ผลักดัน ให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะ นิคมอุสาหกรรมจะนะ เป็นการลงทุนจาก เอกชน ที่ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการ เช่นที่ดิน ไม่ต้องใช้ งบประมาณแผ่นดิน  ทั้งหมดเป็นของ เอกชน ล้วนๆ รัฐบาลมีหน้าที่ เพียงการ อำนวยความสะดวก ในเรื่อง สาธารณูประโยชน์ เพียงอย่างเดียว และ ถ้า นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และ ท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2 ของ จังหวัดสงขลา รัฐบาล ยัง ไม่กล้าตัดสินใจให้สร้าง เพราะถูก เอ็นจีโอ คัดค้าน แล้ว คนไทย คนภาคใต้ จะหวังอะไรที่จะเห็น โครงการ แลนด์บริดจ์ เกิดขึ้นได้จริง…..

@กลับมาดู เรื่องของ ‘ไฟใต้’ กับการ แก้ปัญหาของ รัฐบาล อนุทิน 2  ที่ รัฐบาล ยังมีความ เหนี่ยวแน่น กับ กองทัพ ในการ ให้ พล.ท.นรธิป โพย นอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4  ทำหน้าที่ นำทัพ ในการดับ ไฟใต้ ต่อไป โดย ให้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.” ที่มี ปิยะศิริ วัฒนาวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. เป็น กาวใจ หรือเป็น พาสเตอร์ ปิดแผลในการนำ ผู้นำองค์กรการศึกษาเอกชน ตั้งแต่ ปอเนาะ ตาดีกา และ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ไป พบกับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์  รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เป็นผู้ค้ำประกัน ว่า ปอเนาะ และ สถานศึกษาต่างๆ ของเอกชนใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้  บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เป็นที่ บ่มเพาะ ของ ขบวนการ บีอาร์เอ็น และการไปพบกับ พล.ท.อุดม บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีกลาโหม เพื่อให้ ยืนยันว่า ปอเนาะ ที่ถูก พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่าว่าเป็น สถานที่ บ่มเพาะ เยาวชน เพื่อสร้าง ความรุนแรง เป็นเรื่อง ไม่จริง….. แต่ในความเป็นจริงของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองทัพ โดย พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. กลับ เอาจริง กับ การ ทำล้ายล้าง ขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น และ แหล่ง บ่มเพาะ ด้วยการ ส่ง นายทหารจาก กองทัพภาคที่ 1 และ ที่ 2 รวมทั้ง ทหารจาก รบพิเศษ หรือ หมวกแดง จาก ลพบุรี เข้ามา ปฏิบัติการ ในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบ เต็มแม็ก โดยมี เป้าหมาย ที่จะ ยุติ ไฟใต้ ในปี 2570 ให้ได้ เพราะฉะนั้น ใครคือของจริง ใครคือของเท็จ เดี๋ยวรู้เดี๋ยวเห็น ไม่ต้องรอนาน….เพราะ บีอาร์เอ็น โดย แกนนำ ก็มีการ สั่งการ มาแล้วให้ กองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปฏิบัติการด้วยความ รุนแรง เช่นเดียวกับปี 2551 ซึ่งจะ รุนแรงอย่างไร กอ.รมน.ภาสค 4 ส่วนหน้า ก็กลับไป ค้นดู ว่าในปี 2551 บีอาร์เอ็น ปฏิบัติการอย่างไร รวมทั้ง บีอาร์เอ็น มี คำสั่ง ให้ แนวร่วม หน่วยโลจิสติกส์  ปรับเส้นทาง หลบหนี ลำเลียง ขนส่งใหม่ทั้งหมด เพื่อ หลีกเลี่ยง ความ สูญเสีย ในการ ปฏิบัติการ เพราะรู้ว่า ทหาร เริ่มจะ รู้ เส้นทาง ที่ กองกำลังติดอาวุธ ใช้ในการ เคลื่อนไหว…..

@ในขณะเดียวกับ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ก็ กลับมาใช้ นโยบายเดิมๆ ที่เคยใช้ เคยมี และ เคยเหลวเป๋ว มาแล้ว นั้นคือการตั้ง ผู้แทนพิเศษ เป็นตัวแทนของ รัฐบาล มาทำหน้าที่ กำกับดูแล หน่วยงานใน จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้ง  ซึ่งผู้ทำหน้าที่เป็น หัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษ น่าจะเป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และ อดีตหัวหน้าคณะพูดคุย ซึ่งไม่ใช่ เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ถูกชง โดย อดีต นายทหาร เดิมๆ ที่เคย สู้แล้วแพ้ บีอาร์เอ็น มาแล้วทั้งสิ้น ก็ต้องติดตามว่า ยาเก่า ใน ขวดเก่า จะ แก้โรค ไฟใต้ ได้อย่างไร และสุดท้าย ที่เรียกว่า ยาสามัญประจำบ้าน ในการ รักษาโรค ไฟใต้ คือการ ขับเคลื่อน เวทีการ พูดคุยสันติสุข ที่มีการ เปลี่ยนแปลง เล็กน้อย โดย ให้ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ใกล้จะ เกษียณอายุราชการที่เป็น พลเรือน มาทำหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยแทน นายทหารเกษียณ เพื่อสร้างภาพให้ดูดี แต่เมื่อดู เนื้อใน หรือ องคาพยพ ของ คณะพูดคุย คณะใหม่ ก็ไหม่มีอะไรที่ใหม่กว่า เอาน่า ก็ไม่อยาก ‘ติ เรือทั้งโกลน’ รออีกไม่นาน เดี๋ยวก็เห็นว่าจะ ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ต้อง สูญเสีย ด.ต.มะยากี ดีเยาะ ผบ.หมู่ สภ.ราตาปันยัง จ.ปัตตานีไปอีก 1 ราย จากการ ซุ่มยิงของ กองกำลังติดอาวุธ ที่แต่งกาย ใส่หมวก ของ พนักงานการไฟฟ้า เพื่อ พรางตัว ที่ สี่แยกบ้านม่วงหวาน ต.สาคอ อ.มายอ จ.ปัตตานี  นี้เป็นอีก กลยุทธ ในการ พรางตัว ของ กองกำลังติดอาวุธ บีอาร์เอ็น ที่ เจ้าหน้าที่ต้อง ระมัดระวัง เชื่อเถอะ ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีพื้นที่ ปลอดภัย…..

@ส่วน คดี ยิง รถยนต์ของ กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ  สส. พรรคประชาชาติ เขต 5 จ.นราธิวาส คดียังเดินไปที่ละคืบ หลังที่ กมลศักดิ์ เปิดหน้าชน ด้วยการ แจ้งข้อกล่าวว่าว่า นอ.มนตรี โตประเสริฐ และ นต.เดชา รัตนพันธ์  นายกวิกโยธิน สังกัด กอ.รมน.จ.นราธิวาส เป็นร่วมอยู่ในทีมของ มือปืน ที่ทำหน้าที่ สังหารตน เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา นอ.มนตรี โตประเสริฐ ได้เดินทางมา รับทราบข้อกล่าวหา จาก พนักงานสอบสวน ที่ สภ.เมืองแล้ว ส่วน นต.เดชา รัตนพันธ์ ยังไม่ปรากฏตัว ข่าว วงใน แจ้งว่า คดีนี้ ไม่ได้มี ผู้ต้องหาเพียง 7 คน ยังมี ผู้ บงการ และผู้ที่ ตัวกลาง ในการ จ้างวาน อีกด้วย เพื่อที่จะไม่ให้ ตำรวจ สาวถึง ผู้บงการตัวจริง งานนี้เป็นงาน ของคนการเมือง กับ กลุ่มอิทธิพล ธุรกิจสีเทา โดยมี กลุ่มของ ข้าราชการ แก๊ง นายวิกโยธิน เป็นผู้ รับงาน ในวงเงิน 10 ล้านบาท จ่ายแล้ว ครึ่งหนึ่ง แต่ เชื่อเถอะ คดีนี้ อย่างไรก็จบที่ การแจ้งข้อหา 2 นายวิกโยธิน ในข้อหา ร่วมกันฯ กับ กลุ่มมือปืน ในยข้อหา พยายามฆ่า ที่ เบาหวิว แต่ สาวไปไม่ถึงผู้ บงการ ทั้งที่ ทีมงาน สืบสวน ของ ศชต. และ พ.ต.อ.ทวี สองส่อง สส. บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคประชาชน รวมทั้ง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ต่างรู้ดีว่าเป็นใคร แต่รับรองว่า นอ.มนตรี โตประเสริฐ ไม่ ปริปาก ว่า รับงานจากใคร…..

@ได้เวลาสมาชิกวุฒิสภาฯพบประชาชน ที่เป็น โครงการรับฟังความคิดเห็น ในปัญหาต่างๆจาก ประชาชน ซึ่งระหว่างวันที่ 29 เม.ย.- 1 พ.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภาฯ กลุ่มภาคใต้ตอนล่าง ลงพื้นที่ จ.พัทลุง ,ตรัง และ สตูล ซึ่งเป็น จังหวัดที่เป็น เมืองรอง ในเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่ง ปัญหาที่เกี่ยวกับการ พัฒนาการท่องเที่ยวของ เมืองรอง ที่ได้รับฟังจาก ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ทุกแขนง และ จาก ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ ต่างต้องการให้ กรมการขนส่ง แก้ปัญหา  โดย อนุญาตให้ รถบัส รถทัศนาจร ของ มาเลเซีย สามารถเดินทางจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มายัง พัทลุง ตรัง สตูล และอาจจะไปถึง เกาะภูเก็ต เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เพื่อเป็นการ กระจายนักท่องเที่ยว ที่ กระจุก อยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มายัง เมืองรอง และ เมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในภาคใต้ เพื่อที่จะได้มี รายได้ จาก นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น…..ปัญหาที่  กรมการขนส่ง ทางบก ไม่อนุญาติ ให้ รถบัส รถทัวร์ จาก มาเลเซีย เดินทางมายัง จังหวัดดังกล่าว เป็นเพราะ มาเลเซีย เอง ก็ไม่อนุญาต ให้ รถทัวร์ รถบัส ของไทยเดินทางเข้าไปใน มาเลเซีย โดย นักท่องเที่ยวไทย หากจะไปเที่ยวมาเลเซีย โดย รถบัส หรือ ทัศนาจร ต้อง จอดรถของไทยไว้ที่ด่านพรมแดน และ ต้องว่าจ้าง รถบัส ของ มาเลเซียแทน  เมื่อ มาเลเซียไม่อนุญาต ให้รถบัสเข้าประเทศ กรมการขนส่ง ก็ไม่อนุญาต ให้รถมาเลเซีย เดินจากจาก หาดใหญ่ สงขลา ไปยัง จังหวัดอื่น เช่นกัน …..ที่ผิดกันคือ ไทยต้องการ เม็ดเงิน จากการ ท่องเที่ยว ต้องการเงิน จาก กระเป๋า ของชาวมาเลเซีย แต่มาเลเซีย ที่ เน้นเรื่อง ความมั่นคง กลัวเรื่อง ยาเสพติด คนเถื่อน อาวุธสงคราม ไม่ต้องการ นักท่องเที่ยวไทย เพราะ กลัวมีการ แอบแฝง ด้วย ธุรกิจ สีเทา  ดังนั้นหาก รัฐบาล ต้องการเงิน จาก นักท่องเที่ยว จาก ชาวมาเลเซีย ก็ต้อง แบกรับ ความ เสียเปรียบ โดย อนุญาต ให้ รถทัวร์ รถบัส ของ มาเลเซีย เข้ามาใน ภาคใต้ ได้ตามทมี่ต้องการ เพราะเราหวังเรื่อง เม็ดเงิน เพียงอย่างเดียว  เรื่องนี้ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี คมนาคม ต้อง ทบทวน ให้ดี ระหว่าง เม็ดเงิน จากการท่องเที่ยว และการเป็น เบี้ยล่าง ของ รัฐบาล มาเลเซีย…..

@อีกเรื่อง ที่เป็น อุปสรรค ของการพัฒนาการท่องเที่ยว ของ เมืองรอง ใน ภาคใต้ตอนล่างนั้นคือ กฎหมาย อุทยาน ที่ ขัดขวาง การ พัฒนาการท่องเที่ยว เพราะ แตะตรงไหน จะ พัฒนาตรงไหน ก็จะไป เจอกับ กฎหมายอุทยาน ไม่ว่าที่ จ.พัทลุง จ.ตรัง และ จ.สตูล ในบางพื้นที่ ป่าไม้ไม่มีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว  พื้นที่เป็น เรือกสวน ไร่นา ไปแล้ว แต่ กฎหมาย ป่าไม้ยังบอกว่า นี้คือป่าสงวน นี้คือ ทุ่งเลียงสัตว์ และ คือที่ดินหลวง นี่คือที่ สาธารณะประโยชน์ ทำอย่างไร ที่จะมีการ สังคายนา แก้กฎหมายให้ตรงปก ตรงกับข้อเท็จจริง ของ ปัจจุบัน….. เช่นเดียวกับ พื้นที่ จ.ตรัง ที่ สถานที่ท่องเที่ยวคือ น้ำตรง เกาะ ชายทะเล ที่ แตะตรงไหน ก็มี กฎหมายอุทยาน ควบคุมไว้หมด  ซึ่งหากจะ พัฒนาการท่องเที่ยว ก็ต้องมีการ ทำความเข้าใจให้ตรงกัน อะไรที่แก้ได้ โดยที่ ประเทศชาติ ไม่เสียหาย ไม่ เสียผลประโยชน์ ก็ต้อง ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ สุจินต์ วาจากิจ ผวจ. พัทลุง และ ทรงกรด สว่างวงค์ ผวจ. ตรัง  ต้อง ออกแรง ในการ ช่วย เอกชน ในการ พัฒนาการท่องเที่ยวให้ได้ผล…..โดยเฉพาะ เกาะหลีเป๊ะ อ.เมือง จ.สตูล  ที่เป็น เกาะสวรรค์ ที่นักท่องเที่ยวใน เกือบทั่วโลก รู้จัก และ รู้จักมากกว่า จ.สตูล ที่เป็นที่ตั้งของ เกาะหลีเป๊ะ เสียอีก แต่ เกาะหลีเป๊ะ ที่ สร้างเม็ดเงิน มหาศาล ให้กับ จังหวัดสตูล ถูก ปล่อยให้ เอกชน พัฒนาไปแบบ ไร้แบบแผน ไม่มีท่าเทียบเรือ เพื่อให้เรือ สบีดโบ๊ต ที่บรรทุกนักท่องเที่ยวเทียบท่า ต้องลงเรือหางยาวอีกต่อหนึ่ง เพื่อ ขึ้นเกาะ  เกาะหลีเป๊ะ ที่มี นักท่องเที่ยวต่างชาติจากทุก สารทิศ ไป ใช้จ่ายเงินอย่างน้อยหัวละ 6,000 บาทต่อหัวต่อวัน ไม่มี โรงพยาบาล ขนาด 10 เตียง ไว้ เพื่อ รักษาพยาบาล ประชาชน ชาวเกาะ และ นักท่องเที่ยว มีเพียง สถานีอนามัย เท่านั้น  ชาวบ้าน เจ็บป่วย นักท่องเที่ยว เกิด อุบัติเหตุ ต้อนำส่ง รพ.เมืองสตูล โดยทางเรือ ชาวบ้าน ต้องมีค่าใช้จ่ายในการ ไป-กลับ โรงพยาบาลจังหวัดไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาท หลีเป๊ะ เป็นเมืองท่องเที่ยว และกลายเป็น ชุมชนแออัด เพราะไม่มีผังเมือง แต่ หลีเป๊ะ ไม่มีรถดับเพลิง ในการที่จะ ดับเพลิง หากเกิดเพลิงไหม้ มีเพียง เครื่องดับเพลิงหาบหามโดยแรงคน…..

@ที่สำคัญ คนบนเกาะ หลีเป๊ะ ใช้ไฟฟ้าที่น่าจะแพงที่สุดในประเทศไทย หน่วยละ 28 บาท เป็นโรงงานไฟฟ้า เอกชน และยังถูกขู่ว่า ใครบังอาจ ติดตั้งแผงโซลาเซลล์ โรงไฟฟ้า จะตัด ไฟฟ้า ทันที ดังนั้น น้ำดื่ม อาหารการกิน สินค้าทุกชนิด บนเกาะแห่งนี้จึงแพงหู้ดับตับไหม้ เพราะถูกนำเอาค่าไฟฟ้าที่ แพงหฤโหด มาบวกไว้ในราคาสินค้า……โรงพักที่เกาะ หลีเป๊ะ ที่เคยมีที่ดิน 16 ไร่ ถูก เอกชน รุกรุก ออกโฉลดทับที่ และ สำนักงานตำรวจแห่งาติ แพ้คดี ที่ศาล ที่ดินตกเป็นของ เอกชน ณ วันนี้ โรงพัก หลีเป๊ะ มีพื้นที่เพียง 75 ตารางวา มี ตำรวจ 20 นาย เพื่อ ดูความความปลอดภัยของชาวบ้าน และ นักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ผู้ควบคุมดูลเกาะหลีเป๊ะ ที่อยู่ในพื้นที่อุทยาน มีดิน เพื่อให้ส่วนราชการทำประโยชน์เพียง 6 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่ตั้ง โรงงานขยะ  หรือหากในอนาคต กระทรวงสาธารณสุข ให้งบประมาณ มาสร้าง โรงพยาบาลขนาด 10 เตียง ทั้ง โรงงานขยะ โรงพยาบาล และ สถานที่ราชการอื่นๆ ก็ต้องมาอยู่รวมกันในที่ดิน 6 ไร่  นี้คือ สภาพของ เกาะ ที่ นักท่องเที่ยวบอกว่า หาดทรายสวย แห่งดำน้ำชั้นยอด ที่ ตกปลาชั้นเยี่ยม ธรรมชาติงดงาม แต่ทุกอย่างดู อนาถ ไปทุกอย่าง ก็เห็นจะต้องฝากความหวังไว้ที่ คณิต คงช่วย ผวจ.สตูล คนหนุ่ม ไฟแรง  ให้หา แนวทาง ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น บนเกาะหลีเป๊ะ ก่อนที่ทุกอย่างจะ เละตุ้มเป๊ะ มากกว่านี้…..

@เรื่อง ฉาวโฉ่ ที่ ศูนย์ศึกษาพิเศษเขต 3  อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อข้าราชการครู และ ตัวแทนประชาชน ภาคประชาสังคม   ทำหนังสือ ร้องเรียน ร้องทุกข์ ในยัง หน่วยงานต้นสังกัด ให้ พิจารณาในการย้าย อดีต ผอ. เขตการศึกษา 3 ที่ ถูกประชาชน เดินขบวนย้ายออกจากพื้นที่ ในข้อหา เรื่องความไม่โปร่งใส ในการ บริหาร ให้กลับมาทำหน้าที่ ผอ. อีกครั้ง ท่ามกลางการต่อต้านของ ครู บุคลากร และ ภาคประชาสังคม  ถ้า กระทรวงศึกษาไม่สนใจ ยังทำหูทวนลม ระวังจะเสียหาย ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต 3 เป็นศูนย์การศึกษาของเด็กพิเศษ ถ้าใครคิดจะเข้ามา เพื่อ ทุจริต คอร์รัปชั่น กับเงินของ เด็กพิการ ระวังจะมีอันเป็นไป ….. แล้วพบกันใหม่วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ

ไชยยงค์ มณีพิลึก

—————————————————————————–

บำรุงขวัญ.พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. พล.ต.ท.อาชาน จันทร์ศิริ ผทค.พิเศษ ตร.รรท.รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.เชาวลิต เลี้ยงสุพงศ์ ผบก.ภ.จว.พัทลุง พ.ต.อ.สมปราช กรรณกานนท์ ผกก.สภ.เมืองพัทลุง และข้าราชการตำรวจในสังกัด เยี่ยมบำรุงขวัญและมอบเงินสวัสดิการให้ ด.ต.สมพร เกตุแดง ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เมืองพัทลุง สายตรวจตำบลชัยบุรี ที่ได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่ระงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งพื้นที่ตำบลชัยบุรี อ.เมือง จว.พัทลุง ณ รพ,พัทลุง

ยกระดับ, สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ เมืองเก่าสงขลา พร้อมด้วย พิชัย จิราธิวัฒณ์ ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง และ กระจ่าง จารุฤกษ์พันธ์ หารือ ในการยกระดับ เมืองเก่าสงขลา ปั้นชุมชนสร้างสรรค์สู่เวทีโลก ดึงทุนวัฒนธรรมผสานไอเดียสมัยใหม่ สร้างเศรษฐกิจรากฐานที่ยั่งยืน

ตรวจรับงาน. รอมดอน หะยีอาแว รอง ผวจ.สงขลา ลงพื้นที่ ตรวจรับพัศดุ เพื่อตรวจรับงานโครงการก่อสร้างเพิ่มช่องจราจร ช่วง คลองแงะ-นาจวก ต,นาทวี อ,นาทวี จ.สงขลา ก่อสร้างโดย หจก,หาดใหญ่กรุ๊ฟ

ตรวจเยี่ยม พล.ต.ท.ปิยะสัฒน์ เฉลิมศรี ผบช,ภ. 9 พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤษฎา แก้วจันดี ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มอบสิ่งของบำรุงขวัญ แก่ข้าราชการตำรวจ สภ.เมืองสตูล และ สภ.เขาขาว โดยแจ้งข้อห่วงใยของผู้บังคับบัญชาให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด พร้อมทั้งได้ประชุมติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ จว.สตูล และรับฟัง หารือ แผนในการป้องกันเหตุ และแผนเผชิญเหตุ โดยมี พล.ต.ต.นิพล เหมสลาหมาด ผบก.ภ.จว.สตูล และคณะให้การต้อนรับ ณ สภ,เมือง จ.สตูล

แข่งกีฬา, พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ,กอ.รมน,ภาค 4 เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาฟุตบอล “สิรินธรคัพ 69” ประจำปี 2569 โดยมี พล.ต.กรกฎ ภู่โชติ รอง แม่ทัพภาคที่ 4 / รอง ผอ,กอ,รมน ,ภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วย คณะผู้บังคับบัญชา และกำลังพลหน่วยขึ้นตรงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เข้าร่วมกิจกรรม ณ สนามฟุตซอลนาควานิช ค่ายสิรินธร ต,เขาตูม อ,ยะรัง จ,ปัตตานี

ส่งเสริม, บุญช่วย หอมยามเย็น ผวจ,นราธิวาสเป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูส่งเสริมและต่อยอดศิลปะการชกมวยไทย “กิจกรรมชกมวยไทยรากหญ้าชายแดนใต้ ครั้งที่ 2” โดยมี ฟ้าสุวรรณ์ ตรุระจิตต์ ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลลำภู กล่าวรายงาน ซึ่งมี. ขนิษฐา หอมยามเย็น นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส ,และตัวแทนส่วยราชการ ร่วมในพิธี ณ เวทีมวยชุ่วคราว อ.เมือง จ.นราธิวาส

Kick-off “ไทยช่วยไทย” ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ทรงกลด สว่างวงศ์ ผวจ.ตรัง เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ผันผวน โดยมี รอง ผวจ,ตรัง ปลัดจังหวัดตรัง นายอำเภอเมืองตรัง หัวหน้าส่วนราชการร่วมในพิธี

สั่งหยุด, ณ สำนักงาน ป.ป.ช (สนามบินน้ำ) กทม. ป.ป.ช. หารือเคลียร์ปม ประชุมร่วม สตง. / สำนักงบฯ / กรมบัญชีกลาง ยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง เข้าร่วมประชุมหารือ เพื่อหาข้อสรุปกรณีการก่อสร้างแก้มลิงบ้านไร่ใหญ่ อ.รัษฎา จ.ตรัง บนที่ดินเอกชนโดยมีรองเลขาธิการ ป.ป.ช. ชลประทาน ระงับงบ 180 ล้าน และหยุดโครงการ โครงการแก้มลิงบ้านไร่ใหญ่ อ.รัษฎา จ.ตรัง งบผูกพัน 4 ปี 380 ล้านบาท ล่าสุดมีการระงับการจัดสรรงบประมาณส่วนที่เหลือ (ปี 2570 – 2571) รวมกว่า 180 ล้านบาทไว้ก่อน จนกว่ากรมชลประทานจะดำเนินการซื้อที่ดินให้ถูกต้อง

เยี่ยมชม, พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา พร้อมด้วย รองนายกเทศมนตรีนครยะลา และคณะผู้บริหารเทศบาลนครยะลา นำคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้สำคัญของเมืองยะลา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านการพัฒนาเมือง การจัดการพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชน ณ เขตเทศบาลนครยะลา

กีฬาต้านยาเสพติด, กิตติภณ เปรมรัชชานนท์ นายอำเภอรามัน จ,ยะลา เปิดโครงการการแข่งขันกีฬาต้านภัยยาเสพติดและการแข่งขันทักษะวิชาการ มี พ.อ.จตุพร ธานีพัฒน์ ผบ.ฉก.ทพ.41 , นายอับดุลเราะห์มัน แวมะชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอาซ่อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา กลุ่มสตรี และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์การศึกษาอิสลามระจำมัสยิด อันนัสรี ต,อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา

ยื่นเอกสาร. ณรงค์ ขุ้มทอง ประธานประสานงานโครงการคลองไทยภาคใต้ 5 จังหวัดพร้อมคณะกรรมการ ยื่นหนังสือให้ รัฐบาล ผ่าน ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา สายสื่อมวลชน เรียกร้องให้ รัฐบาล ศึกษา โครงการแลนด์บริดจ์ ควบคู่กับ คลองไทย เพื่อเทียบเคียง ผลดี ผลเสีย ว่าอย่างไหนจะ คุ้มทุน และตอบโจทย์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ณ สำนักงานประสานงานสมาชิกวุฒิสภา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

วันกินผักบางเหรียง. พรชัย แสลิ่ม นายกเทผศมนตรีตำบลบางเหรียง อ.ควนเนียง จ.สงขลา จัดงานของดีอำเภอควนเนียง และวันกินผักบางเหรียง ประจำปี 2679 เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ ” ผักบางเหรียงปลอดภัย จากครัวไทย สู่ครัวโลก ณ ตลาดนัดศิริขวัญเจริญกิจ เทศบาลควนเนียง อ,ควนเนียง จ.สงขลา

ยื่นหนังสือ. สรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รับหนังสือจาก. อดิศักดิ์ ศรีมณี. นายกเทศมนตรีเมืองคลองแหเพื่อขอให้รัฐจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างสะพานจำนวน 3 แห่งในพื้นที่ ต,คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ณ บ้านพัก อ.เมือง จ.สงขลา

ติดตาม, อรสุรางค์ อินทสโรหัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขา จ.สงขลา
ร่วมติดตามการถ่ายทำรายการวิชาท้องถิ่น 4 ภูมิภาค ครอบคลุม 18 อาชีพ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ณ กลุ่ม้กษตรกรรุ่นใหม่ ต.บ่อแดง อ,สทิงพระ จ.สงขลา

ติดตามงาน, น.ส.รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข รอง ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ลงพื้นที่นิเทศติดตามการดำเนินงานของนักเรียนและนักศึกษา ที่เข้าร่วมโครงการ “อบจ.ยะลา สอนงานน้อง สร้างรายได้” โดยได้แบ่งคณะทำงานออกเป็น 2 ทีม เพื่อกระจายลงพื้นที่อย่างทั่วถึง การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค ตลอดจนให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานจริงของนักเรียนและนักศึกษา ในพื้นที่ อ,รามัน จ.ยะลา